การได้เกรด A ที่มหาวิทยาลัย Harvard กำลังจะกลายเป็นเรื่องยากขึ้น หลังคณาจารย์ลงมติเห็นชอบให้จำกัดจำนวนเกรด A ในแต่ละวิชา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามตลอดหลายปีในการแก้ปัญหา ‘เกรดเฟ้อ’ แม้จะเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักจากฝั่งนักศึกษาก็ตาม
คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (Faculty of Arts and Sciences) ซึ่งเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดของ Harvard ประกาศเมื่อวันพุธ (21 พ.ค.) ว่า จะจำกัดจำนวนเกรด A ที่มอบให้นักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยกำหนดให้แต่ละวิชามอบเกรด A ได้ไม่เกิน 20% ของนักศึกษาในชั้นเรียน และบวกเพิ่มได้อีก 4 คน เพื่อให้วิชาที่มีนักศึกษาน้อยมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากการคิดเพียง 20% อาจทำให้วิชาเล็กมีโควตาเกรด A น้อยเกินไป ทั้งนี้กฎดังกล่าวไม่ครอบคลุมเกรด A- ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นเกรดที่ถูกมอบมากที่สุดแทน และ Harvard เองก็ไม่ได้ใช้เกรด A+ อยู่แล้ว
จากการลงคะแนนหลายร้อยเสียงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคณาจารย์ราว 70% หรือมากกว่า 2 ใน 3 ที่สนับสนุนมาตรการนี้ โดยจะเริ่มมีผลในภาคการศึกษาฤดูใบไม้ร่วงปี 2027
ต้นตอปัญหา เกรด A พุ่งจาก 24% สู่ 60% ในสองทศวรรษ
ที่มาของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการที่เกรดระดับสูงกลายเป็นเรื่องธรรมดาจนคณาจารย์หลายคนมองว่าไม่อาจสะท้อนผลงานที่โดดเด่นได้อีกต่อไป โดยรายงานของ อแมนดา เคลย์บอห์ คณบดีฝ่ายการศึกษาระดับปริญญาตรี เมื่อเดือนตุลาคม เตือนว่าเกรดเฟ้อกำลัง “ทำลายวัฒนธรรมทางวิชาการ” เพราะกระตุ้นให้นักศึกษาเลือกลงเฉพาะวิชาที่ทำคะแนนได้ดี รู้สึกเครียดมากขึ้นเมื่อได้เกรดที่ต่ำกว่า A และบั่นทอนความรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จ
รายงานยังพบว่าสัดส่วนเกรด A เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 24% ในปี 2005 เป็น 40% ในปี 2015 และพุ่งสูงถึง 60% ในปี 2025 สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ที่ระบุว่าเกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) ของมหาวิทยาลัยหลักสูตร 4 ปีทั้งของรัฐและเอกชน เพิ่มขึ้นกว่า 16% ในช่วงปี 1990 ถึง 2020
โจชัว กรีน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและสมาชิกคณะอนุกรรมการที่จัดทำข้อเสนอ เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันว่าเหมือนตลาดที่อาจารย์ใช้เกรด A เป็นเสมือนเงินตราเพื่อแลกกับความตั้งใจของนักศึกษา แต่อาจารย์กลับพิมพ์เงินออกมาได้ไม่จำกัด “คุณจำเป็นต้องมีขีดจำกัดว่าจะพิมพ์เงินออกมาได้มากแค่ไหน นั่นคือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำ” กรีนกล่าว
นอกจากนี้ Harvard ยังลงมติเปลี่ยนเกณฑ์การมอบรางวัลและเกียรตินิยมต่างๆ เช่น Cum Laude จากเดิมที่ใช้ GPA มาเป็นการจัดอันดับแบบเปอร์เซ็นไทล์ (Percentile Rank) ที่เทียบลำดับนักศึกษากับคนทั้งรุ่นแทน เพราะปัจจุบันนักศึกษาจำนวนมากทำ GPA ได้สูงใกล้เคียงกันจนแยกไม่ออกว่าใครเก่งกว่ากัน เช่น รางวัล Sophia Freund ที่มอบให้ผู้มี GPA สูงสุด ในอดีตเคยมีผู้ชนะเพียง 1-2 คน แต่ปีล่าสุดกลับมีนักศึกษาที่ทำ GPA สูงสุดเท่ากันมากถึง 55 คน
นักศึกษาค้านหนัก ชี้แก้ปลายเหตุ
แม้ฝ่ายบริหารจะมองว่าเป็นการปฏิรูป แต่ฝั่งนักศึกษากลับคัดค้านอย่างหนัก โดยผลสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ของสมาคมนักศึกษาปริญญาตรี Harvard ที่มีผู้ตอบราว 800 คน พบว่าเกือบ 85% ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอจำกัดสัดส่วนเกรด A
แซค เบิร์ก และ แดเนียล จ้าว ประธานร่วมของสมาคมนักศึกษาปริญญาตรี Harvard ระบุว่าแม้จะเข้าใจปัญหาของระบบเกรดในปัจจุบัน แต่รู้สึกผิดหวังที่เสียงของนักศึกษา “ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญตลอดกระบวนการตัดสินใจ” ขณะที่นักศึกษาบางส่วนมองว่ามาตรการนี้เป็นการแก้ที่ปลายเหตุมากกว่าต้นตอของปัญหา
“การทำแบบนี้เท่ากับลงโทษนักศึกษาจากผลงานของเพื่อนร่วมชั้น เพราะต่อให้เราทำได้ดี แต่ถ้าเพื่อนเก่งกันหมดก็อาจไม่ติดโควตา A มันไม่ได้ทำให้วิชาเข้มข้นขึ้น เป็นแค่การบังคับให้ตัดเกรดแบบอิงกลุ่ม” นักศึกษารายหนึ่งระบุ ความกังวลนี้เองที่ทำให้ฝ่ายบริหารเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นฤดูใบไม้ร่วงปี 2027 แทนปีนี้ตามแผนเดิม เพื่อให้อาจารย์มีเวลาออกแบบข้อสอบใหม่ให้แยกแยะความสามารถของนักศึกษาได้ชัดเจนขึ้น
AI ซ้ำเติมปัญหา ขณะที่มหาวิทยาลัยอื่นจับตา
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปัญหาเกรดเฟ้อรุนแรงขึ้นคือ AI โดยงานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย UC Berkeley พบว่าอาจารย์ที่สอนวิชาซึ่งมีการใช้ AI มอบเกรด A มากขึ้นราว 30%
ทั้งนี้ Harvard ไม่ใช่มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งแรกที่เผชิญปัญหานี้ โดย Princeton เคยใช้นโยบายจำกัดเกรดกลุ่ม A ไว้ที่ 35% ในปี 2004 แต่ก็ยกเลิกไปในอีก 10 ปีต่อมา หลังถูกวิจารณ์ว่าทำให้นักศึกษาเสียเปรียบในการแข่งขันหางานและสมัครเรียนต่อ ด้วยเหตุนี้ Harvard จึงออกแบบนโยบายที่แคบกว่า โดยจำกัดเฉพาะเกรด A ไม่รวม A-
สตีเวน พิงเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านการรับรู้และศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของ Harvard ที่วิจารณ์ปัญหาเกรดเฟ้อมานาน กล่าวว่าเขา “ยินดีอย่างยิ่ง” กับผลการลงมติ พร้อมอธิบายว่าที่ผ่านมาอาจารย์ที่ยืนหยัดสอนเนื้อหาที่ท้าทายและตั้งมาตรฐานสูง มักพบว่านักศึกษาหนีไปลงทะเบียนวิชาอื่นที่ทำเกรดได้ง่ายกว่า ทำให้อาจารย์ต้องแข่งกันปล่อยเกรดง่ายขึ้นเพื่อรักษาจำนวนนักศึกษา ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ฉุดมาตรฐานการศึกษาให้ตกต่ำลง
ด้านมหาวิทยาลัยอื่นก็เริ่มจับตาความเคลื่อนไหวนี้ โดยรายงานของมหาวิทยาลัย Yale เมื่อเดือนเมษายนระบุว่า ปัจจุบันเกรดไม่ได้สะท้อนสิ่งที่นักศึกษาได้เรียนรู้จริงอีกต่อไป พร้อมเสนอว่ามหาวิทยาลัยควรกลับมา ‘ให้เกรดอย่างจริงจังและมีความหมาย’ อีกครั้ง
ภาพ: Casimiro PT / Shutterstock
อ้างอิง:

