‘เอกนิติ’ แจง ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เน้นเยียวยาและหยุด ‘วิกฤตค่าครองชีพ’ ชี้หากไม่มีโครงการดังกล่าวเงินเฟ้ออาจพุ่งแตะ 5% ฉุดธุรกิจปิดตัว และอัตราว่างงานทะลุ 2% ยืนยัน พ.ร.ก.กู้เงินมีผลบังคับใช้แล้ว แม้ศาล รธน. รับคำร้อง
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (19 พฤษภาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มีเป้าหมายเพื่อบรรเทา ‘วิกฤตค่าครองชีพ’ ไม่ให้ลุกลามไปสู่ปัญหาการปิดกิจการและการว่างงานได้
“โครงการนี้ไม่ได้คาดหวังเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องการบรรเทาค่าครองชีพ การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นผลพลอยได้” ดร.เอกนิติกล่าว
โดยดร.เอกนิติระบุว่า ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อเริ่มเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ 2.9% ในเดือนเมษายน จากที่เคยติดลบ และอาจพุ่งสูงกว่า 5% ได้ หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและต้นทุนทั่วโลกได้
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังกล่าว หากหยุดวิกฤตนี้ไม่ได้จะกระทบรายย่อย ธุรกิจปิดตัว และทำให้คนตกงาน โดยระบุว่า อัตราว่างงานในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1% แต่อาจปรับเพิ่มขึ้นถึง 2% ได้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจทรุดตัวลงมากกว่านี้
ชี้วิกฤตเงินเฟ้อเป็นปัญหาระดับโลก
ดร.เอกนิติกล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วโลกกำลังกลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ หลังตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา สังเกตได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่เพิ่มขึ้นจากแรงเทขาย เนื่องจากตลาดการเงินคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมาก
“นี่เป็นวิกฤตโลก ไม่ใช่แค่เฉพาะเมืองไทย” ดร.เอกนิติกล่าว
ใช้งบรวม 1.76 แสนล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
สำหรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ รัฐบาลจะใช้งบประมาณจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับมาตรการช่วยเหลือและประคองเศรษฐกิจ
เบื้องต้น แบ่งเป็นงบประมาณสำหรับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 56,000 ล้านบาท และโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ สำหรับประชาชนทั่วไปอีกประมาณ 120,000 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้นราว 176,000 ล้านบาท
โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ สูงสุด 4,000 บาทต่อคน ตลอดโครงการเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569
ยัน พ.ร.ก.กู้เงินมีผลบังคับใช้แล้ว แม้ศาล รธน. รับคำร้อง
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเกี่ยวกับพระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าว ว่าอาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่
โดยรัฐบาลได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว และมอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ร่วมกับกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการชี้แจงแก่ศาลรัฐธรรมนูญ
“คณะรัฐมนตรียืนยันว่า พระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้แล้ว หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนคำร้องก็เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติที่ดำเนินการไปแล้ว เราก็ชี้แจงไป ซึ่งเน้นย้ำว่าพระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ก็ต้องดำเนินการต่อไป” ดร.เอกนิติกล่าว

