วันนี้ (15 พฤษภาคม) นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า เนื่องด้วยวันที่ 15 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันครอบครัวสากล ตนจึงอยากถือโอกาสนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งหวังของตน ทั้งในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
“ผมมุ่งมั่นทำหน้าที่ในทุกบทบาท ทำให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยในทุกความหมาย และสำหรับทุกคน เพราะครอบครัวที่แข็งแรงคือพื้นฐานของการพัฒนาชุมชนและสังคมต่อไป” นิกรกล่าว
นิกรกล่าวอีกว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องจริงและเกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ส่วนตัวไม่ได้มุ่งหวังจะสื่อสารถึงกรณีใดเป็นการเฉพาะ แต่อยากให้สังคมรับทราบว่าประเด็นนี้ เป็นภารกิจของ พม. โดยตรง ทุกหน่วยงานของเราพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกท่านอย่างรอบคอบและยึดเคสเป็นศูนย์กลาง และอยากเน้นย้ำให้ใครก็ตามที่กำลังตกอยู่ในความรุนแรง หรือพบเห็นผู้ที่อยู่ในความรุนแรงในครอบครัว ติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ พม. ทุกจังหวัด หรือ สายด่วน 1300 ไม่ว่าจะเป็นการขอรับความช่วยเหลือ หรือขอคำปรึกษาในแง่มุมต่างๆ เพื่อบรรเทาสถานการณ์ และให้การช่วยเหลือผู้ต้องเผชิญเหตุอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด
นิกรระบุว่า ตนตระหนักดีว่า ในมิติการคุ้มครองและป้องกันเหตุ กฎหมายปัจจุบันไม่ทันต่อสถานการณ์และยังมีเรื่องต้องปรับปรุงอีกมาก ตนจึงได้เร่งรัดการจัดทำร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และเตรียมกลับเข้าไปพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งต่อไปพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับร่างกฎหมายเดียวกันนี้ที่มีการเสนอไว้แล้วโดยพรรคการเมืองต่อไป
นิกรระบุว่า ขอฝากพี่น้องประชาชนช่วยกันระมัดระวังการสื่อสารออนไลน์ คำพูดที่ซ้ำเติมผู้ได้รับผลกระทบอาจสร้างบาดแผลได้โดยไม่ตั้งใจ ขอให้เราเป็นสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่กล้าออกมาพูดความจริง และหากใครกำลังเผชิญความรุนแรงในครอบครัว โทรหาเราได้ที่สายด่วน 1300 พม. พร้อมช่วยเหลือและคุ้มครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับปรับปรุง มีรายละเอียดที่ปรับแก้เพื่อเปลี่ยนให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง และเปลี่ยนความเจ็บปวดที่มองไม่เห็น ให้เป็นการคุ้มครองที่จับต้องได้ ดังนี้
1. ขยายนิยามให้ครอบคลุม ปรับนิยามศัพท์ทางกฎหมายให้ทันสมัยและกว้างขึ้น เพื่อให้ความคุ้มครองเข้าถึงทุกคน เช่น ‘ผู้ถูกกระทำ’ นับรวมถึง เด็กที่เห็นเหตุการณ์ ความรุนแรงนั้นด้วย, ‘ครอบครัว’ ปรับให้ครอบคลุม ทุกเพศสภาพ และรวมถึงเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
2. ระบบคุ้มครองรวดเร็ว-ตรงจุด เน้นการจัดการที่กระชับและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ปล่อยให้ผู้เสียหายต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง เช่น แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้พบเห็น สามารถแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที, ระบบ Case Manager มีผู้จัดการรายกรณีและทีมสหวิชาชีพ ต้องเริ่มจัดการภายใน 7 วัน โดยแบ่งระดับความเสี่ยง และให้ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพิจารณาคดี เพื่อความรวดเร็วและเหมาะสมกับบริบทครอบครัว
3. ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง เปลี่ยนจากการประนีประนอมมาเป็นการปกป้องชีวิตผู้ถูกกระทำเป็นอันดับแรก เช่น ไม่เน้นไกล่เกลี่ยแต่ให้ความสำคัญกับการนำผู้ถูกกระทำ ออกจากวงจรความรุนแรง, สามารถสั่งคุ้มครองได้ทันที 14 วัน และคุ้มครองสวัสดิภาพได้สูงสุดถึง 2 ปี


