วันนี้ (1 กรกฎาคม) เวลา 10.08 น. ที่รัฐสภา นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ลุกขึ้นชี้แจงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 โดยกล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ร่วมอภิปรายและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงฯ พร้อมรับฟังเพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายและจัดลำดับการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
นิกรกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุราว 14 ล้านคน หรือ 22.1% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 26-27% ในปี 2576 ในขณะที่อัตราการเกิดใหม่ลดลงเหลือต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี ประกอบกับยังมีกลุ่มคนพิการ กลุ่มเปราะบาง และผู้ยากไร้ที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิสวัสดิการภาครัฐ
“ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกกัน แต่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ไปจนถึงระดับประเทศ กระทรวงฯ จึงต้องเปลี่ยนผ่านจากการทำงานแบบแยกส่วนไปสู่การแก้ปัญหาแบบองค์รวม บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น และใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำ เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ” นิกรกล่าว
นิกรยอมรับว่า กระทรวงฯ ได้รับการปรับลดงบประมาณในบางรายการ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การลดความสำคัญในการดูแลประชาชน โดยกระทรวงฯ จะปรับบทบาทจากการเป็นผู้ดำเนินการเพียงลำพัง ไปสู่การเป็นหน่วยงานที่กำกับนโยบาย พัฒนาระบบ และมาตรฐาน โดยดึงเครือข่ายท้องถิ่น เช่น อปท. และชุมชน เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกใช้อย่างคุ้มค่าและพุ่งเป้าไปที่ผู้เปราะบางอย่างแท้จริง
สำหรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ปัจจุบันได้รับจัดสรรงบประมาณแบบเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย แต่กระทรวงฯ มีความตั้งใจที่จะศึกษาแนวทางขยายฐานการจ่ายเงินอุดหนุนในอนาคตให้มีความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
ส่วนเบี้ยความพิการ รมว.พม. เปิดเผยว่า คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ มีมติเห็นชอบในหลักการปรับเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า (จากเดิม 800 บาทในบางกรณี) ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันร่าง พ.ร.บ. Universal Design เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมให้คนพิการเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
สุดท้าย นิกรชี้แจงถึงงบประมาณด้านบุคลากรและเทคโนโลยีว่า ไม่ใช่รายจ่ายสิ้นเปลือง แต่เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมย้ำถึงการเร่งพัฒนานักสังคมสงเคราะห์ ทั้งการสนับสนุนวิชาชีพและการปรับสวัสดิการ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบาย 8 ด้าน ภายใต้เป้าหมาย ‘สังคมอยู่ดี มีโอกาสเพื่อคนไทยทุกคน เป็นไปอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน


