หลังพ้นรั้วเรือนจำคลองเปรมสู่บ้านจันทร์ส่องหล้า พร้อมกำไล EM ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วัย 76 ปี ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างการ ‘ปิดตำนาน’ หรือ ‘รีแบรนด์’ ตัวเองท่ามกลางกระแสการเมืองที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ประเด็นสำคัญ
เมื่อเวลา 07.40 น. ของวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ภาพที่ปรากฏต่อสายตาหน้าเรือนจำคลองเปรม คือชายร่างเล็กในเสื้อเชิ้ตขาวผู้เคยเขย่าการเมืองไทยมานานกว่าสองทศวรรษ เดินออกมาโอบกอดบุตรสาวและครอบครัว ทักษิณได้รับอิสรภาพภายใต้เงื่อนไขการพักโทษ แต่นี่ไม่ใช่การกลับมาอย่างผู้ชนะที่เบ็ดเสร็จเหมือนในอดีต
อดีตนายกฯ ผู้เคยได้รับคะแนนเสียงถล่มทลาย กลับบ้านรอบนี้ด้วยท่าที ‘สงบเสงี่ยม’ ผิดวิสัย พร้อมวลีสั้นๆ ที่ชวนให้ตีความทางการเมืองว่า “ไปจำศีลมา 8 เดือน ตอนนี้จำอะไรไม่ได้แล้ว เป็นอัลไซเมอร์แล้ว” คำพูดนี้ถูกนักวิเคราะห์มองว่าเป็นมากกว่าแค่การหยอกล้อสื่อ แต่นั่นคือจังหวะการ ‘ลดเพดานบิน’ ที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดี
ยุทธศาสตร์ ‘จำศีล’ เพื่อฟื้นพลัง
การนิ่งเงียบในช่วง 4 เดือนของการพักโทษ จนถึง 9 กันยายน 69 คือความจำเป็นทางยุทธศาสตร์เปรียบเสมือนการจำศีลในถ้ำ เพราะสภาพการเมืองในวันที่ทักษิณออกมานั้นเปลี่ยนไป พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่งในกระดานอำนาจอีกต่อไป
ปัจจุบัน เพื่อไทยตกอยู่ในสถานะพรรคอันดับ 3 ที่มีเสียงน้อยกว่าทั้งพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นี่คือความจริงอันเจ็บปวดที่ทักษิณต้องเผชิญ การขยับตัวที่รุนแรงเกินไปในช่วงที่มีพันธนาการทางกฎหมายและกำไล EM อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่เขาจะ ‘เพลี่ยงพล้ำ’ เป็นรอบที่สอง
เส้นทางชีวิต: จากอภิมหาเศรษฐี สู่ผู้ลี้ภัย และบทเรียนในเรือนจำ
หากย้อนดูเส้นทางของชายชื่อทักษิณ เขาเริ่มจากการเป็นข้าราชการตำรวจ สู่มหาเศรษฐีโทรคมนาคม และก้าวสู่จุดสูงสุดในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย แต่ชีวิตกลับพลิกผันต้องระเห็จไปลี้ภัยต่างแดนยาวนานเกือบ 20 ปี
การตัดสินใจกลับประเทศไทยในปี 2566 คือ ‘ดีล’ ประวัติศาสตร์ที่ต้องแลกมาด้วยการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้จะมีดราม่า ‘ชั้น 14’ ที่ทำให้ต้องถูกส่งกลับเข้าเรือนจำคลองเปรมอีกครั้งเป็นเวลา 8 เดือน แต่อีกนัยหนึ่ง นี่คือการ ‘ล้างมลทิน’ ทางกฎหมายเพื่อให้เขาสามารถอยู่บนแผ่นดินเกิดได้อย่างสง่าผ่าเผยในช่วงบั้นปลายชีวิต
ศึกลูกศิษย์-อาจารย์ เมื่อ ‘ทักษิณ’ ต้องเผชิญหน้า ‘เนวิน’
ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดในการกลับมาครั้งนี้ คือความสัมพันธ์สามเส้าระหว่าง ทักษิณ, อนุทิน และ เนวิน ชิดชอบ นายใหญ่แห่งบุรีรัมย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็น Behind the scenes ของพรรคภูมิใจไทย
หากเปรียบเปรย ทักษิณคือ ‘อาจารย์’ ผู้สร้างตำนานการเมืองแบบประชานิยม เนวินก็คือ ‘ลูกศิษย์’ ที่เรียนรู้และนำไปพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ที่แข็งแกร่ง วันนี้บทบาทสลับกัน ทักษิณอยู่ในสภาวะต้องเกรงใจภูมิใจไทย เพราะพรรคของลูกศิษย์กำลังเป็นแกนนำรัฐบาลและกุมอำนาจรัฐ
การกลับมาของทักษิณจึงเป็นการวัดบารมีครั้งสำคัญ ว่าเขาจะยังสามารถ ‘ดีล’ กับเนวินเพื่อรักษาอิทธิพลของเพื่อไทยไว้ได้หรือไม่ หรือจะต้องยอมให้พรรคสีน้ำเงินขึ้นมานำหน้าอย่างถาวร ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการจัดสมดุลอำนาจที่อาจมีผลถึงการพา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับบ้านในอนาคต
พันธนาการที่ยังสลัดไม่หลุด
แม้ร่างกายจะอยู่นอกเรือนจำ แต่ ‘บ่วง’ ทางกฎหมายของทักษิณยังคงตึงเครียด คดีมาตรา 112 ที่อัยการสูงสุดสั่งยื่นอุทธรณ์ และภาระภาษีหุ้นชินคอร์ปกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท คือ ‘ดาบ’ ที่ฝ่ายตรงข้ามยังถืออยู่ในมือ หากทักษิณเดินเกมรุกทางการเมืองแบบเปิดหน้า ดาบเหล่านี้พร้อมจะถูกใช้ทันที
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงเห็นภาพ ‘ความเงียบ’ จากแกนนำพรรคเพื่อไทย รวมถึงการไม่มีรัฐมนตรีไปต้อนรับที่หน้าเรือนจำ ยกเว้นเพียงกลุ่มบ้านใหญ่บางส่วน เพื่อรักษาระยะห่างและรักษาสัมพันธภาพกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ถือดุลอำนาจสำคัญอยู่ในขณะนี้
3 เส้นทางทักษิณ: พัก-รอ-หรือสู้?
จากการวิเคราะห์สถานการณ์ จังหวะก้าวต่อจากนี้ของทักษิณสามารถแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก:
1. พัก: เพื่อครอบครัวและความปลอดภัย เป็นทางเลือกที่ครอบครัวชินวัตรปรารถนามากที่สุด แพทองธาร ชินวัตร เคยเปรยว่า “เข้าไปอยู่ 6 เดือนแล้ว ก็น่าจะวางแล้ว” การวางมือจะช่วยลดแรงเสียดทานจากฝ่ายตรงข้าม และปล่อยให้คนรุ่นใหม่อย่างแพทองธาร และ ยศชนัน นำทัพเพื่อไทยไปตามครรลองใหม่
2. รอ: ประเมินสถานการณ์ใต้ดิน ในช่วง 4 เดือนของการพักโทษ ทักษิณน่าจะเลือกทางนี้ คือการทำตัวเป็น ‘ที่ปรึกษาในเงามืด’ อัปเดตข้อมูลโลกและเทคโนโลยีที่เขาพลาดไปในช่วงอยู่ในเรือนจำ พร้อมประเมินจังหวะว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนจะขยับอย่างไร โดยเฉพาะการบริหารโครงการยักษ์ใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์และการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท
3. สู้: เดิมพันเพื่อศักดิ์ศรีครั้งสุดท้าย ทักษิณขึ้นชื่อว่าเป็นนักสู้ การยอมเป็นพรรคอันดับ 3 คือสิ่งที่ยอมรับได้ยาก เป้าหมายลึกๆ คือการทำให้เพื่อไทยกลับมาผงาดอีกครั้งก่อนที่เขาจะวางมืออย่างถาวร แต่การสู้รอบนี้จะไม่ใช่การปราศรัยบนเวที แต่จะเป็นการดีลผลประโยชน์และจัดวางหมากในระดับโครงสร้างอำนาจ
สิ้นสุดยุคหรือแค่เปลี่ยนบทบาท
ความเคลื่อนไหวของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าดีใจที่ทักษิณพ้นโทษและพร้อมจะไปเยี่ยม สะท้อนถึง ‘ดีลการเมือง’ ที่ยังคงเหนียวแน่นในระยะสั้น ทั้งสองพรรคยังต้องพึ่งพากันเพื่อค้ำยันอำนาจจากพรรคประชาชน
อย่างไรก็ตาม ในเชิงลึกมีความท้าทายสำคัญคือ ภารกิจ ‘พาน้องสาวกลับบ้าน’ ของทักษิณ ซึ่งหากภูมิใจไทยยังคุมกลไกสำคัญอยู่ โอกาสของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยังคงเป็นเครื่องต่อรองที่มีราคาสูงลิ่วในกระดานการเมืองนี้
สื่อนอกและนักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า ‘ยุคทอง’ ของทักษิณสิ้นสุดลงแล้ว การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ ‘แบรนด์ไทยรักไทย’ เริ่มเสื่อมความขลังในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้สัมผัสความสำเร็จในอดีต
เส้นทางของทักษิณจากนี้ไปจนถึง 9 กันยายน 2569 จึงเป็นช่วงเวลาของการประคองตัว หากเลือกเดินหมากพลาดเพียงก้าวเดียว ‘อิสรภาพ’ ที่รอคอยมาเกือบ 20 ปี อาจกลายเป็นเพียงฉากสั้นๆ ก่อนที่ความขัดแย้งรอบใหม่จะเริ่มต้นขึ้น
ทักษิณในวัย 76 ปี กับกำไล EM อาจไม่ใช่ยักษ์ที่น่ากลัวเหมือนวันวาน แต่อย่าลืมว่า ‘สัตว์ที่เพิ่งออกจากถ้ำจำศีล’ มักจะระมัดระวังและเฉียบคมที่สุดเสมอ


