‘เกาะพะงัน’ ที่ถูกจดจำในฐานะเกาะสวรรค์ และเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก วันนี้กำลังเผชิญอีกด้านของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหานอมินีต่างชาติ การถือครองธุรกิจ และการใช้ประโยชน์พื้นที่ท่องเที่ยวไทยที่กำลังถูกจับตาอย่างเข้มข้นจากรัฐบาลไทย
ประเด็นสำคัญ
ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การลงพื้นที่ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งที่สองภายในสัปดาห์เดียว หลังจากก่อนหน้านี้ลงพื้นที่หาดฟรีดอม จังหวัดภูเก็ต ซึ่งพบลักษณะปัญหาในทิศทางใกล้เคียงกัน
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การลงพื้นที่เกาะพะงันครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพื่อติดตามและจัดการกับการกระทำผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกาะพะงัน เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นธรรม
ขณะนี้รัฐบาลแยกประเด็นนอมินี ออกจากเรื่องบุกรุกหรือรุกล้ำที่ดิน เพราะกรณีที่ดินเป็นหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกรมที่ดิน ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
สิ่งที่รัฐบาลกำลังเร่งตรวจสอบ คือรูปแบบการตั้งบริษัทเพื่อเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาควบคุมธุรกิจในลักษณะที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมา ต้องมาด้วยเจตนาที่ดี เพื่อการท่องเที่ยวและพักผ่อน ไม่ใช่เข้าเอาเปรียบหรือช่วงชิงอาชีพของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลรับทราบถึงปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน และพร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
“หากเกาะพะงันยังไม่มีความสงบเรียบร้อย ถือเป็นความล้มเหลวในการทำงาน รัฐบาลต้องการให้พี่น้องประชาชนมีโอกาสสร้างรายได้ ประกอบอาชีพ และใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ”
ทั้งนี้ หากพบการกระทำผิดกฎหมายหรือพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ ขอให้แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องเกรงกลัว ประชาชนในพื้นที่คือผู้ที่หวงแหนและรักเกาะพะงันมากที่สุด รัฐบาลจึงมีหน้าที่ดูแลและรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเกาะพะงันให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ และเป็นต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศได้ต่อไป

นายกรัฐมนตรี ระหว่างสำรวจพูลวิลล่าแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน
ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบการก่อสร้างผิดกฎหมาย
การนี้ นายกรัฐมนตรี ได้สำรวจพูลวิลล่าแห่งหนึ่งในพื้นที่บ้านโฉลกหลำ ตำบลเกาะพะงัน ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบการก่อสร้างผิดกฎหมาย นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า มีชาวอิสราเอลเกี่ยวข้องกับโครงสร้างการถือครองบริษัทและทรัพย์สินดังกล่าว จึงสั่งให้ตรวจสอบทั้งโครงสร้างผู้ถือหุ้นและเส้นทางการเงินเพิ่มเติม
นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากพิสูจน์ได้ว่าต่างชาติเป็นผู้ถือครองที่แท้จริง แม้จะใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน ก็ถือว่าเข้าข่ายขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะแม้บริษัทจะมีหน้าตาเป็นไทย แต่ผู้กำหนดทิศทางธุรกิจกลับเป็นคนต่างชาติทั้งหมด พร้อมเปรียบเทียบปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า เหมือนเอาฝรั่งมาใส่วิกสีดำ เพราะสุดท้ายผู้ควบคุมธุรกิจก็ยังเป็นต่างชาติอยู่ดี
ตามกฎหมายไทย ต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทได้ไม่เกิน 49% ขณะที่คนไทยต้องถือหุ้นอย่างน้อย 51% เพื่อให้กิจการยังถือเป็นบริษัทสัญชาติไทย แต่จากการตรวจสอบพบว่า มีการตั้งบริษัทจำนวนมากและใช้วิธีหมุนเวียนผู้ถือหุ้น หรือสับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทไปมา จนบริษัทดูเหมือนยังเป็นของคนไทย ทั้งที่อำนาจบริหารและการควบคุมกิจการจริงอยู่ในมือของต่างชาติทั้งหมด
ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขสัดส่วนผู้ถือหุ้น แต่คือการค่อยๆ สูญเสียอำนาจควบคุมทางเศรษฐกิจของคนไทยในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพบว่าบางกรณีมีบุคคลเพียงคนเดียวถือหุ้นหรือเกี่ยวข้องกับบริษัทมากกว่า 200 บริษัท ซึ่งสะท้อนลักษณะของการขายเปลือกบริษัท เพื่อเปิดทางให้ต่างชาตินำไปใช้ประกอบธุรกิจ
พฤติกรรมลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงกฎหมาย และสามารถดำเนินคดีได้ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายธุรกิจต่างด้าวที่ต้องการคุ้มครองกิจการบางประเภทไว้ให้คนไทย หน่วยงานด้านความมั่นคงและตำรวจจะตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติม ว่ามีความเชื่อมโยงกับการฟอกเงินหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่ามีการนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินหรือธุรกิจในประเทศไทย เพื่อให้ต่างชาติสามารถควบคุมผลประโยชน์ได้โดยทางอ้อมหรือไม่
เกิดอะไรขึ้นที่ เกาะพะงัน
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการลงพื้นที่ครั้งนี้ สืบเนื่องจากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังพบข้อมูลว่ามีนิติบุคคลที่ต่างชาติร่วมลงทุนในพื้นที่เกาะพะงันและเกาะสมุยรวมกว่า 11,426 บริษัท โดยเจ้าหน้าที่เตรียมคัดกรองบริษัทเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง กลาง และต่ำ เพื่อเร่งตรวจสอบเชิงลึก
เบื้องต้นพบรูปแบบที่น่าสงสัยหลายกรณี เช่น สำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งมีชื่อถือหุ้นในบริษัทถึง 66 แห่ง และมีการใช้อาคารหรือบ้านพักเป็นที่ตั้งบริษัทมากถึง 89 แห่ง ซึ่งอาจเข้าข่ายอำพรางการถือหุ้นแทนต่างชาติ
ขณะเดียวกัน ยังมีการส่งข้อมูลบริษัทอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจท่องเที่ยว 34 รายในเกาะสมุย ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 100 ล้านบาท ให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบว่ามีการนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินหรือธุรกิจในประเทศไทย เพื่อให้ต่างชาติสามารถควบคุมผลประโยชน์ได้โดยทางอ้อมหรือไม่
หัวใจสำคัญของการตรวจสอบครั้งนี้ คือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้ควบคุมการเข้ามาประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยกฎหมายกำหนดว่าคนต่างด้าว ไม่ได้หมายถึงเพียงบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทที่จดทะเบียนในไทย แต่มีต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป หรือมีอำนาจควบคุมกิจการโดยทางอ้อม
กฎหมายดังกล่าวแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจที่ห้ามต่างชาติทำโดยเด็ดขาด ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและทรัพยากรธรรมชาติซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากรัฐ และธุรกิจบริการหรือวิชาชีพที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน เช่น โรงแรม ร้านอาหาร งานบัญชี กฎหมาย วิศวกรรม และค้าปลีกค้าส่งบางประเภท จึงทำให้การใช้ นอมินี หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทน กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมาย
นอกจากนี้ หลายกรณีที่รัฐกำลังตรวจสอบยังเชื่อมโยงกับประมวลกฎหมายที่ดิน และ พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 เนื่องจากกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวถือครองที่ดินโดยตรง ทำให้บางกรณีมีการตั้งบริษัทไทยเพื่อซื้อที่ดินหรือวิลล่าแทน ขณะที่การนำบ้านพักหรือพูลวิลล่ามาปล่อยเช่ารายวันโดยไม่มีใบอนุญาต ก็อาจเข้าข่ายเป็นโรงแรมผิดกฎหมายเช่นกัน
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีหาดฟรีดอม จังหวัดภูเก็ต ว่า ได้รับรายงานว่ามีกลุ่มผู้มีอิทธิพลข่มเหงชาวบ้าน เรียกเก็บค่าคุ้มครองและค่าผ่านทางจากประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงมีการข่มขู่รุนแรงถึงขั้นขู่ยิงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าจัดระเบียบอย่างจริงจังทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทั้งปัญหาอมินีต่างชาติการถือครองธุรกิจ และการบุกรุกที่ดินนั้น รัฐไทยไม่ได้จำกัดการตรวจสอบอยู่เพียงเกาะพะงันเท่านั้น แต่รัฐบาลยังเตรียมขยายไปยัง ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, หัวหิน และ พัทยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวนมาก
แม้ทุนต่างชาติจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย แต่รัฐต้องรักษาสมดุล ระหว่างการเปิดรับการลงทุนกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทย พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่ใช้ช่องโหว่เพื่อเลี่ยงกฎหมายเรื่องธุรกิจ การถือครองทรัพย์สิน และการใช้พื้นที่สาธารณะ


