หลังจากที่กองทัพอากาศไทยได้ลงนามสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F รุ่นใหม่ ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำ อย่างเป็นทางการ ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ด้วยมูลค่าโครงการ 19,500 ล้านบาท เพื่อทดแทนเครื่องบิน F-16 ที่ใช้งานมานานกว่า 37 ปี
โดยโครงการนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ รวม 10 ปี ซึ่งระหว่างนี้ยังต้องใช้ F-16 ไปอีกประมาณ 10 ปี
พร้อมยืนยันว่า ดีลนี้จะมาพร้อมแพกเกจ ‘นโยบายชดเชยการนำเข้า’ (Offset Policy) ครอบคลุมทั้งระบบสื่อสาร ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ โดยให้ไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิต การส่งเสริมการลงทุน การวิจัยร่วม และโครงการพัฒนาเทคโนโลยีไซเบอร์

ล่าสุด ซาบ (SAAB) บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรบ Gripen จากสวีเดน เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างหารือถึงแนวทางการดำเนิน Offset Policy เพิ่มเติม
วันที่ 13 พ.ค. 2569 เฟรดริก ลินด์บลูม รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศ ซาบ ประเทศไทย กล่าวว่า Offset Policy ของ Gripen ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงคือการฝึกอบรมให้แก่กองทัพเพื่อต่อยอดเชิงธุรกิจและความมั่นคง
โดยหนึ่งในแผนสำคัญคือการมองหาพันธมิตรในการผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ Gripen รูปแบบ OEM ในไทย
ขณะเดียวกัน บริษัทจะต่อยอดส่งเสริมองค์ความรู้ภาคการศึกษา เพื่อสร้างบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศในอนาคต
สำหรับ ซาบ เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศ สัญชาติสวีเดน มีลูกค้ากว่า 100 ประเทศทั่วโลก และเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยนานกว่า 40 ปีแล้ว
เฟรดริก กล่าวอีกว่า ประเทศไทยได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งด้านระบบเฝ้าระวังทางอากาศ รวมถึงระบบบัญชาการและควบคุมไว้เป็นอย่างดี
โดยจะต่อยอด ผ่านโซลูชันที่มีความยืดหยุ่น และสามารถเชื่อมโยงการทำงานทั้งหมดร่วมกัน เพื่อรองรับภัยคุกคามทางอากาศที่มีความหลากหลาย ยั่งยืนมากขึ้น
“อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และอนาคตจะสร้างโอกาสต่อยอดเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงได้อีกมาก” เฟรดริก กล่าว
เฟรดริก ระบุอีกว่า ไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงของภูมิภาค จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และความต้องการเทคโนโลยีด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบสงครามยุคใหม่ โดยเฉพาะการใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAS) หรือโดรน รวมถึงระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Counter-UAS: C-UAS) กำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เปลี่ยนโฉมการทำสงครามยุคปัจจุบัน
โดยโดรนยุคใหม่สามารถปฏิบัติการได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ทั้งบินในระดับสูงหรือต่ำ เคลื่อนที่เร็วหรือช้า และหลายกรณีมีสัญญาณที่ตรวจจับได้ยาก
แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิมจะยังมีศักยภาพในการรับมือกับโดรนต้นทุนต่ำ แต่แนวทางดังกล่าวก็อาจสร้างความท้าทายในอีกมิติหนึ่งเช่นกัน
ดังนั้น แนวโน้มการรับมือภัยคุกคามจากโดรนทั่วโลก จึงกำลังมุ่งสู่การบูรณาการระบบอย่างชาญฉลาดมากขึ้น ควบคู่กับการใช้ขีดความสามารถที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับระดับภัยคุกคามในแต่ละสถานการณ์ เช่นสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) สามารถถูกนำมาใช้เพื่อรบกวนสัญญาณ
แนวทางดังกล่าวถูกนำไปใช้จริงแล้ว เช่น การพัฒนาระบบต่อต้านโดรนแบบโมดูลาร์ของสวีเดน อย่าง Loke ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้วสามารถนำมาบูรณาการเข้ากับระบบที่มีความยืดหยุ่น ผสานรวมเซ็นเซอร์ ระบบบัญชาการและควบคุม เหมาะสมกับระดับของภัยคุกคาม อีกทั้งยังสามารถขยายและปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน มาใช้งานสำหรับประเทศไทย
ทั้งนี้ ในปี 2568 ซาบมียอดขายทั่วโลกรวม 79,000 ล้านโครนสวีเดน หรือประมาณ 275,000 ล้านบาท มีพนักงานประมาณ 28,000 คน และมีผลิตภัณฑ์กว่า 525 รายการ
ครอบคลุมทั้งโซลูชันด้านการเฝ้าระวังและควบคุมทางอากาศ ระบบเรดาร์ภาคพื้นดิน อาวุธสำหรับหน่วยรบภาคพื้นดิน ระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ ระบบพรางตัว (Camouflage Systems) รวมถึงระบบฝึกซ้อมและจำลองสถานการณ์
รวมถึงระบบเครื่องบินขับไล่ Gripen เทคโนโลยีทางเรือ เช่น เรือดำน้ำ เรือรบผิวน้ำ เรือรบขนาดเล็ก (Combat Boats) และยานยนต์ใต้น้ำประเภทต่างๆ
สำหรับสัดส่วนยอดขายตามภูมิภาค ตลาดหลักของซาบยังคงอยู่ที่สวีเดน คิดเป็น 41% รองลงมาคือยุโรปส่วนที่เหลือ 26% อเมริกาเหนือ 9% เอเชีย 7% ออสเตรเลีย 4% และลาตินอเมริกา 4%
“ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกกำลังกระตุ้นความต้องการระบบป้องกันประเทศ และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรายงานการเติบโตของยอดขาย 7% ในปี 2025” เฟรดริก กล่าว
ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาบริษัทได้จัดสรรรายได้ 16% ไปกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ในตลาดป้องกันประเทศที่กำลังขยายตัวของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายประเทศกำลังเร่งยกระดับเทคโนโลยีด้านความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเองอย่างต่อเนื่อง

