×

ปลัดคลังเผย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ติดอุปสรรค ทั้งปมตีราคารถเก่า-การกำจัดซาก เปิดทางปรับเปลี่ยนมาตรการ

11.05.2026
  • LOADING...
ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

ปลัดกระทรวงการคลังเผย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ติดอุปสรรคหลายประการ เช่น การตีราคารถยนต์เก่า และระบบกำจัด-แยกชิ้นส่วนซากรถยนต์ ลั่นพร้อมเปิดทางให้กรมสรรพสามิตปรับเปลี่ยนมาตรการให้ ‘ดีกว่า’ หรือ ‘เหมาะสมกว่า’ มาตรการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’

 

 
 

วันนี้ (11 พฤษภาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า มาตรการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดทำรายละเอียด แต่ยังติดอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การตีราคารถยนต์เก่า รวมถึงระบบกำจัดและแยกชิ้นส่วนซากรถยนต์ พร้อมเปิดทางให้กรมสรรพสามิตปรับรูปแบบมาตรการใหม่ ให้ดีกว่าหรือเหมาะสมกว่ามาตรการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’

 

ลวรณอธิบายต่อว่า อุปสรรคสำคัญของมาตรการดังกล่าวคือ รถยนต์แต่ละคันมีสภาพแตกต่างกันมาก ทั้งอายุการใช้งาน การดูแลรักษา และมูลค่าตลาด ทำให้ยากต่อการกำหนดเกณฑ์ราคากลางที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

 

“ถ้าเกิดรถแพงไปตีราคาถูก ก็ปัญหาแบบนึง รถถูกไปตีราคาแพงก็เป็นปัญหาอีกแบบนึง เพราะรถทุกคันมันไม่ได้เหมือนกัน ไม่ใช่รถใหม่” ลวรณกล่าว

 

ลวรณกล่าวอีกว่า ข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการซากรถยนต์ ซึ่งถือเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญของโครงการ เนื่องจากปัจจุบันไทยยังไม่มีระบบรีไซเคิลและแยกชิ้นส่วนรถยนต์ครบวงจรที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทั้งการแยกเศษเหล็ก แบตเตอรี่ หรือวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้ ทำให้ภาครัฐยังต้องพิจารณาความพร้อมของระบบรองรับควบคู่ไปด้วย

 

“เคยมีรายงานนานแล้วบอกว่า ในประเทศไทย ไม่มีใครที่จะแยกรถทั้งคันว่า เป็นเศษเหล็ก หรือเป็นแบตเตอรี่ หรืออะไรที่ใช้ประโยชน์ต่อได้” ลวรณกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเพิ่มว่า มีความเป็นห่วงว่าโครงการที่ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือความชัดเจนเพียงพอ อาจนำไปสู่การอาศัยดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการประเมินราคา ซึ่งเสี่ยงเกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้

 

“เราไม่อยากทำโครงการในลักษณะที่ไม่มีความชัดเจนแล้วต้องใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่มาชี้” ลวรณกล่าว

 

เปิดทางปรับเปลี่ยนรูปแบบมาตรการ

 

ลวรณกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตกลับไปศึกษารายละเอียดโครงการเพิ่มเติม พร้อมเปิดทางให้มีการปรับรูปแบบมาตรการ เพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้ หากมีข้อเสนอที่เหมาะสมและปฏิบัติได้จริงมากกว่าเดิม

 

“เดี๋ยวลองดู (กรมสรรพสามิต) อาจจะกลับมาด้วยข้อเสนอใหม่ที่ดีกว่าของรถเก่าแลกรถใหม่ก็ได้” ลวรณกล่าว

 

ไม่เพียงเท่านั้น ลวรณยังยอมรับอีกด้วยว่า ความไม่ชัดเจนของมาตรการในช่วงที่ผ่านมา อาจส่งผลให้ประชาชนบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์เพื่อรอดูนโยบายจากภาครัฐ ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งสื่อสารรายละเอียดให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศตลาดรถยนต์และการใช้จ่ายของประชาชน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามาตรการดังกล่าวจะถูกรวมอยู่ในโครงการภายใต้พระราชกำหนด กู้เงิน 400,000 ล้านบาทหรือไม่ ลวรณระบุว่า แม้รัฐบาลต้องการผลักดันการเปลี่ยนผ่านรถยนต์ แต่ทุกโครงการที่จะเสนอขอใช้เงินกู้จำเป็นต้องมีรายละเอียดและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพียงพอ จึงจะผ่านการกลั่นกรองและอนุมัติได้

 

“ในพระราชกำหนดจะเห็นว่า รถยนต์ก็เป็นเรื่องที่เราอยากจะเปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนได้ ก็ต้องมีความชัดเจน เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่จะผ่านการกลั่นกรองได้ ไปถึงอนุมัติมาเป็นโครงการที่จะใช้เงินกู้ได้จริง ความชัดเจนต้องมาก่อน”

 

ทั้งนี้ ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งระบุว่า ในแผนงานที่ 2 วงเงิน 200,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อ รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ รวมถึงสนับสนุนการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EV และการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มเติมทั่วประเทศ

 

12 พ.ค.นี้ บรรจุแผนก่อหนี้เข้าครม. – บอร์ดกลั่นกรองเงินกู้ฯ ประชุมนัดแรก

 

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้ (12 พ.ค.) กระทรวงการคลังจะบรรจุแผนการก่อหนี้ที่ได้รับการพิจารณาแล้ว เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ตามไทม์ไลน์เดิม นอกจากนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) นัดแรกในวันพรุ่งนี้เช่นกัน โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ

 

อย่างไรก็ตาม ลวรณกล่าวว่าในการประชุมนัดแรก จะเป็นเพียงการวางกรอบกฎเกณฑ์โครงการที่จะใช้เงินกู้ และยังไม่มีการพิจารณาโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยมีผลบังคับใช้ทันที

 

ไม่เพียงเท่านั้น ลวรณยังปฏิเสธที่จะตอบว่าแผนบริหารหนี้ฉบับใหม่จะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะสูงสุดจะสิ้นสุดที่ระดับเท่าไร โดยระบุว่าให้รอแผนดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม. พร้อมยังไม่ชี้แจงความคืบหน้าของโครงการ ‘รถเก่าแลกใหม่’ เช่นกัน

 

สำหรับไทม์ไลน์ลำดับถัดไป จะเป็นการนำ พ.ร.ก. กู้เงินฯ เข้าชี้แจงในการประชุมรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งเป็นการเปิดประชุมสภาวาระแรกในวันที่ 14 พฤษภาคม

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องอนุมัติโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ภายในการประชุม ครม.วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ หรือวันที่ 26 พฤษภาคมเป็นอย่างช้า เพื่อให้โครงการสามารถเริ่มได้ทันภายในวันที่ 1 มิถุนายน ตามความต้องการของรัฐบาล

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories