×

รมว.ต่างประเทศอิหร่านเยือนปักกิ่ง โอกาสจีนกำหนดทิศทางสงคราม ผลักดันสหรัฐฯ-อิหร่าน สู่ข้อตกลงสันติภาพ?

07.05.2026
  • LOADING...
รมว.ต่างประเทศอิหร่านเยือนปักกิ่ง โอกาสจีนกำหนดทิศทางสงคราม ผลักดันสหรัฐฯ-อิหร่าน สู่ข้อตกลงสันติภาพ?

อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน พบหารือกับหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง วานนี้ (6 พฤษภาคม) ท่ามกลางความพยายามในการไกล่เกลี่ยข้อเสนอเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพและยุติสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ

 

 

การเยือนจีนของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านครั้งนี้ ตอกย้ำถึงผลประโยชน์และบทบาทที่สำคัญของรัฐบาลปักกิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

 

โดยนักวิเคราะห์มองว่า จีนสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางความขัดแย้ง หรือแม้แต่ผลักดันให้อิหร่านและสหรัฐฯ เดินหน้าไปสู่เป้าหมายบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ทั่วโลกรอคอยได้

 

“เราเชื่อว่าการหยุดยิงอย่างครอบคลุมนั้นไม่ควรล่าช้า การกลับมาสู้รบอีกครั้งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และการเจรจาอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง” หวังกล่าวกับอะรอกชีในช่วงเริ่มต้นของการหารือ

 

การเยือนของอะรอกชีครั้งนี้ เกิดขึ้น 1 สัปดาห์ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางไปเยือนปักกิ่งในวันที่ 14-15 พฤษภาคม โดยมีกำหนดพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ซึ่งคาดว่า ประเด็นสงครามอิหร่านและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการหารือ

 

ขณะที่บรรยากาศในช่องแคบฮอร์มุซ ยังตึงเครียดมากจนถึงวันนี้ จากการที่อิหร่านจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบ ส่วนสหรัฐฯ ยังปิดล้อมท่าเรืออิหร่านหลังตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน เพื่อบีบให้อิหร่านยอมรับเงื่อนไขเจรจา

 

การหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซราว 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันจำนวนมากจากอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งก่อนหน้านี้ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้จีนแสดงท่าทีกดดันอิหร่าน ให้ผ่อนปรนการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

 

ท่าทีของจีนและผลลัพธ์ในการพูดคุยกับอิหร่านครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก และถูกจับตามองว่าอาจส่งผลต่อกระบวนการสันติภาพ ขณะที่ยังเป็นโอกาสอันดีที่ปักกิ่งจะใช้โอกาสนี้ ชูบทบาทอันโดดเด่นของตนในฐานะมหาอำนาจผู้ไกล่เกลี่ยและสลายความขัดแย้ง

 

บทบาทที่ ‘สมดุล’ ของจีน

 

ตลอดระยะเวลาที่เกิดสงครามขึ้นในตะวันออกกลาง จีนพยายามรักษาสมดุลในการแสดงท่าที ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการเรียกร้องให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาค

 

โดยสำนักข่าว Tasnim ของทางการอิหร่าน รายงานว่า ในระหว่างการหารือกับอะรอกชี หวังอี้ได้ย้ำท่าทีประณามการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่โจมตีอิหร่านอีกครั้ง ว่าเป็นการกระทำที่ ‘ไม่ชอบด้วยกฎหมาย’ ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนของปักกิ่ง ที่พยายามชี้ว่าความขัดแย้งและการก่อสงครามของสหรัฐฯ และอิสราเอลครั้งนี้ เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ขณะเดียวกันรัฐมนตรีต่างประเทศจีน ยังวิพากษ์วิจารณ์การลอบสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ว่าเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่อันตราย ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้การเมืองระหว่างประเทศกลับไปสู่ ‘กฎแห่งป่า’

 

โจดี เหวิน นักวิจัยศูนย์ความมั่นคงและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CISS) แห่มหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) ในปักกิ่ง มองว่า การสื่อสารของจีนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้เกิดความไร้เสถียรภาพเพิ่มขึ้นในพื้นที่รอบช่องแคบฮอร์มุซ

 

เหวินเชื่อว่า “จีนจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อโน้มน้าวอิหร่านให้กลับมาที่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเหมือนเดิม”

 

อิหร่านต้องการอะไรจากจีน?

 

จีนยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลเตหะราน หลังจากที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้อิหร่านต้องพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากจีนอย่างมาก

 

ขณะที่จีนซื้อน้ำมันส่วนใหญ่จากอิหร่าน โดยมักได้ราคาต่ำกว่าปกติในตลาดโลก ซึ่งรายได้ของอิหร่านส่วนใหญ่ถูกนำไปซื้อสินค้าและบริการจากจีน

 

ความพึ่งพานี้ยิ่งเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ทั้งสองประเทศลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ 25 ปี ในปี 2021 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การค้า และความร่วมมือด้านความมั่นคง

 

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงมองว่า การเยือนของอะรอกชี มีเป้าหมายเพื่อขอการสนับสนุนทางการทูตจากปักกิ่งในช่วงเวลาสำคัญท่ามกลางความขัดแย้ง

 

คริส ดอยล์ ผู้อำนวยการสภาเพื่อความเข้าใจระหว่างอาหรับและอังกฤษ (Council for Arab-British Understanding) มองว่า รัฐบาลเตหะรานน่าจะต้องการความชัดเจนว่าจีนจะให้การสนับสนุนอิหร่านได้มากน้อยเพียงใด หากอิหร่านตกลงที่จะลดความตึงเครียดในการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ

 

ดอยล์กล่าวว่า “รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านอาจเดินทางมาปักกิ่งเพื่อขอความชัดเจนจากปักกิ่งและขอความมั่นใจว่า หากอิหร่านตัดสินใจเปิดช่องแคบ ปักกิ่งอาจจะยังคงให้การสนับสนุนทางการทูตและสนับสนุนในสหประชาชาติต่อไป”

 

ขณะที่รัฐบาลเตหะรานอาจต้องการแรงสนับสนุนจากจีนในสหประชาชาติด้วย เพื่อขัดขวางมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ยังอาจต้องการการรับประกันเกี่ยวกับท่าทีของจีน ในการพบหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ในสัปดาห์หน้า

 

ดอยล์เชื่อว่า จังหวะเวลาในการเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากวอชิงตันกำลังพยายามให้ปักกิ่งใช้อิทธิพลที่มี กดดันอิหร่านให้มาเจรจายุติสงคราม และยุติการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

โดยนักวิเคราะห์ยังมองว่า สิ่งที่อิหร่านให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกน่าจะเป็นการได้รับคำรับรองจากจีน ว่าจะยังคงให้การสนับสนุนทางการทูตต่อไป หากอิหร่านตกลงที่จะลดการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซลง

 

จีนต้องการอะไรจากอิหร่าน?

 

หนึ่งในผลประโยชน์หลักของจีนคือเสถียรภาพในอ่าวเปอร์เซีย และสภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งการนำเข้าพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหัวใจสำคัญ

 

โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จีนจะแสดงบทบาทผลักดันให้รัฐบาลอิหร่านยอมเปิดเส้นทางการเดินเรือผ่านฮอร์มุซและกลับสู่การเจรจา

 

แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็มองว่าอิหร่านเป็นกำลังสำคัญในการถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และยังไม่ต้องการเห็นรัฐบาลอิหร่านอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ซึ่งนอกจากนี้ อิหร่านยังให้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์แก่จีนมากกว่าแค่เรื่องพลังงาน โดยเตหะรานได้พยายามส่งเสริมการใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรมซื้อขายน้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสนับสนุนความพยายามของปักกิ่งในการขยายบทบาทเงินหยวนในระดับนานาชาติ เพื่อลดการครอบงำของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากการเป็นสกุลเงินหลักของโลก

 

นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า จีนอาจมองเห็นวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของตนในฐานะมหาอำนาจทางการทูตระดับโลก ที่สามารถเป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลง

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลปากีสถานยังเรียกร้องให้จีนแสดงบทบาทไกล่เกลี่ยความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียให้มากขึ้น โดยจีนถูกมองว่า เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทนำที่เชื่อถือได้ และน่าจะสามารถช่วยให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีเสถียรภาพมากขึ้นได้

 

โดยการแทรกแซงทางการทูตที่ประสบความสำเร็จ จะยิ่งส่งผลให้จีนมีอิทธิพลมากขึ้นในกลุ่มประเทศผู้ผลิตและส่งออกพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

อย่างไรก็ตาม ดอยล์เตือนว่า สถานการณ์ที่ยังคงผันผวน ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างอาจผิดพลาดและไม่เป็นไปอย่างที่หวัง เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยังมีมาก และความไว้วางใจของแต่ละฝ่ายที่น้อยมาก ขณะที่ยังมีการเตรียมพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดเวลา สำหรับการสู้รบที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง

 

ภาพ : IRANIAN FOREIGN MINISTRY / HANDOUT via Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising