วันนี้ (6 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่าเป็นการตีเช็คเปล่าว่า คงไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แต่อาจเป็นสิ่งที่เขาไม่คุ้นเคย ที่ผ่านมารัฐบาลบางยุคจะกู้เงินมาทำโครงการ แต่ครั้งนี้เงินจะลงไปถึงประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มาในรูปแบบทำถนนเส้นนั้นเส้นนี้ เป็นรูปแบบที่ไม่เคยทำ จึงทำให้เกิดข้อสงสัย
นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่า 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยเงินจะอุดหนุนไปที่ตัวประชาชน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนรายละเอียดให้รอกระทรวงการคลังชี้แจง อีก 2 แสนล้านบาทจะช่วยลดภาระการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด โดยรัฐจะสนับสนุน เช่น ช่วยดอกเบี้ยคนละครึ่ง หรือช่วยติดโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งที่ผ่านมาเงินกู้มักนำไปทำโครงสร้างพื้นฐาน แต่ครั้งนี้จะส่งตรงถึงประชาชนทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความฉุกเฉินจำเป็น และเร่งด่วน สิริพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้งบกลางที่เหลือต้องสำรองไว้ด้านความมั่นคง และมีไม่เพียงพอ กว่างบประมาณปี 2570 จะใช้ได้ก็เดือนตุลาคม 2569 คำถามคือประชาชนได้รับผลกระทบแล้วหรือยัง เดือดร้อนหรือยัง และสมควรดำเนินการหรือไม่ หากได้รับผลกระทบแล้ว และไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบเมื่อใด ก็ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ
เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 4 แสนล้านบาทที่กู้มาจะเพียงพอหรือไม่ และต้องกู้เพิ่มหรือไม่ สิริพงศ์กล่าวว่า ต้องประเมินอีกครั้ง แต่เชื่อว่า 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้สถานการณ์ยืดเยื้อ ก็จะช่วยให้ประชาชนลดการใช้พลังงานลงอย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับลดรายจ่ายโดยตรง และลดการพึ่งพาพลังงานแบบเดิม ประชาชนจะสัมผัสได้ แม้สถานการณ์จะยาวนาน สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการให้ทัน เพื่อช่วยประชาชนในระยะยาว
เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สิริพงศ์กล่าวว่า เป็นสิทธิ แต่เชื่อว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอ และฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลพิจารณาแล้ว เข้าเงื่อนไขการออก พ.ร.ก.ครบถ้วนทุกประการ
สิริพงศ์ ยังกล่าวถึงการศึกษาโครงการโครงการแลนด์บริดจ์ ของคณะกรรมการชุดที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมพิจารณาด้วยหรือไม่ นั้น
สิริพงศ์ ระบุว่า รัฐบาลจะนำรายงานของ สนข. เข้ามาประกอบการพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข. ได้มีรายงานฉบับเดิมและรายงานฉบับใหม่ ซึ่งรายงานฉบับใหม่ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาโครงการแลนด์บริดจ์อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น
แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและการ์ด ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะเดิมทีเรามีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าว เราจะมีในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดจะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก การขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น
เมื่อถามว่า สำหรับข้อเสนอให้ทำเฟสย่อย ของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อน รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ข้อเสนอต่างๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมดเนื่องจากการลงทุน รัฐไม่ได้เป็น ผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียวแต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (การลงทุนแบบ PPP) โดยการลงทุนของภาคเอกชนรัฐบาลไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติหรือนักลงทุนจากไทย ซึ่งเป็นเอกชนรายใดก็ได้ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจในโครงการนี้ ซึ่งเอกชนจะเข้ามาศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ สิ่งที่รัฐบาลจะพิจารณาเมื่อดูตัวเลขทั้งหมด รัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน
“การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย“ สิริพงศ์กล่าว
เมื่อถามว่า ข้อกังวลที่มองว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน แล้วจะมีการขุดคลองไทยเพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือนโครงการคลองปานามาหรือไม่ นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทย ใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มากกว่าหนึ่งเท่าตัว โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 900,000 ล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้โครงการ 2,000,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า
เมื่อถามย้ำว่า โครงการคลองไทยเป็นการปิดประตูไปเลยใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างสองโครงการแลนด์บริดจ์ มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า


