ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘แลนด์บริดจ์’ โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ระหว่างจังหวัดชุมพรและระนอง เป็นอภิมหาโปรเจกต์ทางโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท ถูกพูดถึงและถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ทั้งในแง่ความเป็นไปได้ของโครงการ และข้อกังวลต่อผลกระทบเชิงลบ โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ หรือผลเสียมากกว่ากัน
ประเด็นสำคัญ
ล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ โดยมีเป้าหมายเพื่อพิจารณาความเหมาะสม ผลดี ผลเสีย ความเป็นไปได้ ตลอดจนผลกระทบในมิติต่างๆ ก่อนผลักดันโครงการสู่การปฏิบัติจริง
เปิดโครงสร้างคณะกรรมการสายตรงนายกฯ
สำหรับหัวใจสำคัญของคำสั่งนี้ คือ การสร้างความรอบคอบ ท่ามกลางกระแสภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความแน่นอนของระบบขนส่งทางทะเล คณะกรรมการชุดนี้จึงถูกตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นมันสมอง ในการประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่ระดับล้านล้านบาท ไม่ถูกขับเคลื่อนเพียงด้วยนโยบาย แต่ผ่านการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จากข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ รวมถึงภาคเอกชนและภาคประชาชน ดังนี้
- เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ
- ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี รองประธานกรรมการ
กรรมการโดยตำแหน่ง (ฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ)
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
- รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (ที่ได้รับมอบหมาย)
- ปลัดกระทรวงการคลัง
- ปลัดกระทรวงคมนาคม
- ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- ปลัดกระทรวงพลังงาน
- ปลัดกระทรวงมหาดไทย
- ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
- เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
- เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
- เลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.)
- เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
กรรมการภาคเอกชนและภาคประชาชน
- ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
- ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
- ผู้แทนหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย
- ผู้แทนหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน
- ผู้แทนภาคประชาชนในพื้นที่โครงการ (จำนวนไม่เกิน 3 คน)
- ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ (ที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง)
- เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) | กรรมการและเลขานุการ
- ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) | กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
- รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ที่ได้รับมอบหมาย) กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
แลนด์บริดจ์คืออะไร
แลนด์บริดจ์ คือแนวคิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพร กับทะเลอันดามันที่จังหวัดระนอง ผ่านเส้นทางทางบก แทนการขนส่งทางทะเลที่ต้องอ้อมและใช้เวลานานกว่า
โครงการนี้มีแผนพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 แห่ง ได้แก่ แหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง และแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร โดยทั้งสองฝั่งจะรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้สูงถึงฝั่งละ 20 ล้าน TEUs พร้อมโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อระยะทางประมาณ 89.35 กิโลเมตร ครอบคลุมทั้งมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ (รางมาตรฐาน 1.435 เมตร และราง 1 เมตร) รวมถึงท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และการพัฒนาพื้นที่สนับสนุนด้านโลจิสติกส์
ในด้านการลงทุน ใช้รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยให้เอกชนลงทุนและบริหารโครงการเป็นเวลา 50 ปี ขณะที่ภาครัฐรับผิดชอบการเวนคืนที่ดิน ลงทุนในระบบรางขนาด 1 เมตร และกำหนดสิทธิประโยชน์สนับสนุน
โครงการแบ่งการพัฒนาเป็น 4 ระยะ วงเงินรวมประมาณ 1.001 ล้านล้านบาท ตั้งเป้าเปิดให้บริการระยะแรกในปี 2573 และพัฒนาเต็มศักยภาพภายในปี 2582
หัวใจสำคัญของแลนด์บริดจ์ คือ การลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ซึ่งปัจจุบันต้องผ่านช่องแคบมะละกา โดยมีเรือสัญจรกว่า 80,000 ลำต่อปี ส่งผลให้เกิดความแออัดสูง
ทั้งนี้ หากโครงการเกิดขึ้นจริง จะสามารถช่วยย่นระยะทางการขนส่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทยได้ราว 1,000 กิโลเมตร หรือประหยัดเวลาได้ประมาณ 2-3 วัน และไทยเองก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
แลนด์บริดจ์จะมา คนใต้ว่าไง
ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในภาคใต้โดย ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สะท้อนภาพว่า ประชาชนเริ่มตื่นตัวต่อโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ระดับความเข้าใจยังไม่ลึกนัก โดยคนส่วนใหญ่เคยได้ยินโครงการแล้ว ทว่าเข้าใจเพียงในระดับผิวเผิน ขณะที่มีเพียงส่วนน้อยที่รับรู้รายละเอียดอย่างชัดเจน
เมื่อพิจารณาความกังวล พบว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นหลัก ทั้งต่อทะเล ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ รองลงมาคือผลกระทบต่อชุมชน เช่น การเวนคืนที่ดินและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต รวมถึงข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสของโครงการ อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้แสดงความกังวล
ในด้านท่าทีต่อโครงการ ภาพรวมยังเอนเอียงไปทางเห็นด้วยโดยผู้ที่เห็นด้วยมีสัดส่วนมากกว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วย สะท้อนว่าคนในพื้นที่ยังมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจจากโครงการนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังต้องการความชัดเจนในหลายมิติ
ภาพรวมจึงชี้ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ยังอยู่ในช่วงของการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น โดยโจทย์สำคัญของภาครัฐไม่ใช่เพียงการผลักดันโครงการให้เกิดขึ้น แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ และมั่นใจ ว่าการพัฒนาครั้งนี้จะไม่ทิ้งต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมไว้เบื้องหลัง
แม้แลนด์บริดจ์จะถูกวางบทบาทในระดับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจโลก คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า ผลประโยชน์ดังกล่าวจะกระจายถึงคนในพื้นที่และสังคมไทยได้มากน้อยเพียงใด ภายใต้ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ต้องแลกมา
ภาพ: (ไดคัท อนุทิน เอกนิติ )


