โลกกำลังนับถอยหลังสู่การพบปะทางการทูตที่น่าจับตามองมากที่สุดแห่งปี เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะต้องเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด จีน-สหรัฐฯ (หรือ Xi-Trump Summit) อย่างเป็นทางการในวันที่ 14-15 พฤษภาคม หลังต้องเลื่อนกำหนดการเดิมจากเดือนเมษายน เนื่องด้วยความผันผวนของวิกฤตสงครามในอิหร่าน
ประเด็นสำคัญ
แม้วาระการประชุมจะถูกรายล้อมด้วยประเด็นร้อนอย่างวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ แต่สำนักข่าว Reuters รายงานชัดเจนว่า ‘ไต้หวัน’ คือวาระสูงสุดที่ สีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดจีน ต้องการคำมั่นสัญญาใหม่จากสหรัฐฯ โดยอาจเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวและชัดเจนยิ่งกว่าการพบปะครั้งก่อนในเกาหลีใต้
THE STANDARD ชวนจับตามองสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ และท่าทีของไต้หวันในการรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า
ทำไม ‘ไต้หวัน’ คือประเด็นหลักสำหรับจีน
ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุในแถลงการณ์ชัดเจนว่า ไต้หวันคือผลประโยชน์แห่งชาติของจีน และเป็นรากฐานทางการเมืองในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ พร้อมย้ำว่า คำว่า ‘เอกราชของไต้หวัน’ และ ‘สันติภาพในช่องแคบไต้หวัน’ เข้ากันไม่ได้เหมือนน้ำกับไฟ
บทวิเคราะห์จาก Wall Street Journal มองว่า ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ สีอาจใช้การเดินทางของ เจิ้ง ลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งในช่วงที่ผ่านมา มากดดันทรัมป์ว่า เป็น ‘เรื่องภายในครอบครัว’ และคนจำนวนมากต้องการมีความสุขกับระบอบการปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่
รายงานยังระบุว่า สีต้องการให้สหรัฐฯ เปลี่ยนจุดยืนประเด็นการประกาศเอกราชของไต้หวัน จาก ‘ไม่สนับสนุน’ (Not Support) เป็น ‘คัดค้าน’ (Oppose) โดยระบุว่า ความหมายของ 2 คำนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะคำว่าคัดค้านมีความหมายหนักแน่นยิ่งกว่า ถือเป็นการตีตราชัดเจนว่า ไต้หวันเป็นฝ่ายผิด หากต้องการประกาศเอกราช ขณะที่เป็นการสร้างความชอบธรรมต่อจีน หากเปิดฉากบุกไต้หวันจริงๆ
อนึ่ง เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ปี 2024 โดยสีจิ้นผิงขอให้ โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปลี่ยนถ้อยแถลงจากประโยค ‘ไม่สนับสนุน’ ว่า สหรัฐฯ ‘คัดค้าน’ การประกาศเอกราชของไต้หวัน
ทั้งนี้ อู๋ ซินโป คณบดีสถาบันนานาชาติศึกษา มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น และที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศจีนให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า ตรรกะของจีนในประเด็นไต้หวันต่อสหรัฐฯ คาดเดาง่ายมาก คือ หากสหรัฐฯ ไม่ต้องการทำสงครามใหญ่กับจีน ก็ไม่ควรสนับสนุนเอกราชของไต้หวัน
“ทรัมป์ไม่มีความสนใจที่จะทำสงครามกับจีน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรงที่อาจดึงสหรัฐฯ เข้าไปพัวพัน เขาควรแสดงให้ชัดเจนว่า จะไม่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นการส่งเสริมวาระทางการเมืองของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน” ซินโประบุ
ส่วน เคิร์ต แคมป์เบลล์ (Kurt Campbell) อดีตนักการทูตและอดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า จีนมีความทะเยอทะยานในประเด็นไต้หวันเป็นพิเศษ โดยแสดงความกังวลว่า สีอาจกดดันให้ทรัมป์ประกาศจุดยืนคัดค้านการเป็นเอกราชของไต้หวันแบบเปิดเผย
แคมป์เบลล์วิเคราะห์ว่า ทรัมป์จะเดินหน้าเจรจาข้อตกลงทางธุรกิจครั้งใหญ่กับจีน รวมถึงผลักดันให้ปักกิ่งขยายการสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ แต่สีก็อาจใช้โอกาสนี้กดดันด้วยเช่นกัน
อดีตนักการทูตยังเผยว่า เป็นเรื่องน่าแปลกที่จีนไม่ได้แสดงความกังวลอะไรกับการมาเยือนครั้งนี้เลย โดยเฉพาะกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ถือเป็นเรื่องผิดปกติ ซึ่งชี้ชัดว่า จีนมีแผนการเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
อนึ่งน่าสนใจว่า ในปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์พยายามย้ำกับจีนว่า นโยบายของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนรัฐบาลปักกิ่งก็รับรู้ว่า สหรัฐฯ ยุคทรัมป์ขายอาวุธให้ไต้หวันมากกว่าที่ไบเดนเคยทำตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง
ไต้หวันจับตามองอย่างไรบ้าง
เซิน ยู่จุง รัฐมนตรีช่วยสภากิจการแผ่นดินใหญ่ไต้หวันระบุว่า ไทเปกำลังเฝ้าดูสถานการณ์ว่า สหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงจุดยืนในประเด็นช่องแคบไต้หวันจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้หรือไม่ ขณะที่ อู๋ จื้อจง รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า ไต้หวันกลัวกลายเป็น ‘เหยื่อ’ หรือ ‘เมนู’ บนโต๊ะเจรจาระหว่างทรัมป์กับสี ซึ่งจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น
เมื่อถูกถามว่า สหรัฐฯ ได้ให้คำมั่นหรือไม่ว่า จะไม่มีการเปลี่ยนถ้อยคำในนโยบายไต้หวัน อู๋ตอบเพียงว่า ไม่มีอะไรที่แน่นอน 100% แต่ก็ยังคงมองโลกในแง่ดีว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการลงทุนมหาศาลของไต้หวันในสหรัฐฯ จะช่วยให้ผลประโยชน์ของสองชาติแนบแน่น จนไต้หวันไม่ถูกนำไปแลกเปลี่ยนได้ง่ายๆ
ทรัมป์จะทำอย่างไรต่อ
เรย์มอนด์ กรีน นักการทูตระดับสูงของสหรัฐฯ ในไต้หวัน ยืนยันว่า พันธสัญญาสหรัฐฯ-ไต้หวัน ยังแข็งแกร่งเหมือนหินผา โดยเฉพาะการขายอาวุธตามกฎหมายความสัมพันธ์กับไต้หวัน (Taiwan Relations Act)
ขณะที่ โรเบิร์ต โอไบรอัน อดีตที่ปรึกษาของทรัมป์ให้ความเห็นว่า ทรัมป์คงไม่อยากเป็นประธานาธิบดีอเมริกันคนแรกที่เสียไต้หวันไป เพราะนั่นไม่ใช่เกียรติประวัติที่เขาต้องการ
อนึ่ง Reuters ยังระบุว่า สหรัฐฯ มีเดิมพันด้านยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก คือการใช้ประโยชน์จากไทเปด้วยการดักฟังจีนจากภูเขาสูงของไต้หวัน โดยแหล่งข่าวความมั่นคงรายหนึ่งถึงตั้งคำถามกลับว่า สหรัฐฯ ต้องการจะเสียทำเลที่ดีที่สุดในการเก็บข้อมูลข่าวกรองจากจีนไปจริงๆ หรือไม่
นอกจากนี้ Bloomberg ยังระบุว่า แม้ทรัมป์มักจะพูดถึงสีในแง่ดีเสมอ แต่เขาก็มีที่ปรึกษาสายเหยี่ยวคอยสกัดกั้นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับจีน เช่น การคัดค้านไม่ให้จีนซื้อชิปขั้นสูง Blackwell ของ Nvidia
อย่างไรก็ตาม เหล่าคนสนิทของทรัมป์ยอมรับว่า ไม่มีใครรู้ว่าการประชุมครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร เพราะทรัมป์มักใช้สัญชาตญาณและการเจรจาเฉพาะหน้าเป็นหลัก (หมายเหตุ: Bloomberg ยังวงเล็บว่า คนสนิทของทรัมป์อาจแกล้งทำเป็นไม่รู้ด้วยก็ได้)
จับตาการเจรจาจีน-สหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรในอนาคต
Foreign Policy มองว่า วาระในการพูดคุยในปี 2026 ควรเน้นการค้า การลงทุน และการจัดการวิกฤต โดยปัจจุบัน สหรัฐฯ และจีนหารือตั้งคณะกรรมการการค้า (Board of Trade) และคณะกรรมการการลงทุน (Board of Investment) หวังสร้างกระบวนการจัดการข้อพิพาททางเศรษฐกิจเพื่อรักษาบรรยากาศที่ดีไว้
ขณะที่บทความยังเตือนทรัมป์ว่า เป้าหมายการเยือนครั้งนี้ไม่ใช่การยุติการเป็นคู่แข่งกับจีน แต่เป็นการสร้างระเบียบในการแข่งขัน โดยสิ่งที่โลกต้องการ คือ มีสิ่งที่คาดเดาได้ เช่น มีเส้นแดงหรือเรื่องต้องห้ามชัดเจน สหรัฐฯ และจีนมีช่องทางการสื่อสารที่น่าเชื่อถือ และมีความเข้าใจตรงกันในหลายประเด็น เช่น AI และไต้หวัน
ภาพ: Evelyn Hockstein & Ann Wang / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.taipeitimes.com/News/taiwan/archives/2026/04/26/2003856264
- https://www.reuters.com/world/china/taiwan-tops-beijings-agenda-trump-xi-summit-2026-04-29/
- https://www.wsj.com/opinion/taiwan-xi-jinping-chinese-communist-party-kuomintang-6a445541?eafs_enabled=false
- https://foreignpolicy.com/2026/04/27/trump-xi-summit-us-china-trade-deal-taiwan-geopolitics/
- https://www.nippon.com/en/news/yjj2026042900388/


