×

‘โซลาร์รูฟท็อป’ คือทางรอดวิกฤตพลังงาน SCB EIC ชี้มาตรการภาษีจะช่วยให้คืนทุนเร็วขึ้น 1-2 ปี และช่วยสร้างเสถียรภาพค่าใช้จ่ายระยะยาว

06.05.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาบ้าน สื่อถึงสิทธิลดหย่อนภาษีและคืนทุนเร็วขึ้นจากมาตรการภาครัฐ พร้อมโลโก้ SCB EIC

การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงาน และผลจากมาตรการลดหย่อนภาษี

 

มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ภาครัฐได้ประกาศออกมา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้ประชาชนเห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป จากการลดภาระค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในสภาวะที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กดดันค่าไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้น ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ

 

 
 

มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ (มาตรา 3)

 

และมาตรการสำหรับภาคธุรกิจ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว (มาตรา 4)

 

โดยมาตรการลดหย่อนภาษีถือเป็นมาตรการสำคัญที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ติดตั้งจะได้รับเงินคืนบางส่วนหลังยื่นแบบภาษี คิดเป็นการลดต้นทุนราว 5 – 20% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ตัวอย่างเช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000 – 5,000 บาทต่อเดือน และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 6–7 ปี ซึ่งเร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี

 

และหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงและเลือกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้นก็มีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้น เช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 4 – 6 ปี เร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ยิ่งไปกว่านั้น หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยคิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วย สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก, อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย และ 5 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป จะส่งผลให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไป มีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม และถ้าครัวเรือนกลุ่มนี้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปก็จะสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน

 

การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังมีอุปสรรค

 

การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการติดตั้ง ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ภาคครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคเหล่านี้ได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ

 

(1) การเลือกผู้ให้บริการที่มีทางเลือกด้านการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งช่วยลดภาระเงินก้อนแรกและเพิ่มความคุ้มค่าร่วมกับมาตรการลดหย่อนภาษี

 

และ (2) การเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ มีข้อมูลสินค้า ราคา การรับประกัน

 

และบริการหลังการขายที่ชัดเจน ควบคู่กับการแสดงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น

 

ภาครัฐสามารถส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปโดยลดอุปสรรคและเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคครัวเรือน

 

นอกเหนือจากมาตรการลดหย่อนภาษีและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางแล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาเพิ่มนโยบายเพื่อแก้ไขอุปสรรคเรื่องความเชื่อมั่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของภาคครัวเรือน ได้แก่ การจัดทำระบบรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งแบบสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปผ่านระบบ Net metering ที่ขายคืนไฟฟ้าในราคาขายปลีกซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากราคาขายปลีกในปัจจุบันสูงกว่าราคาขายในระบบ Net billing (การนำรายได้รวมส่วนที่ขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐประกาศหรือที่ 2.2 บาทต่อหน่วยไปหักลบกับค่าไฟฟ้าในสิ้นงวด)

 

โดยในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูง เพื่อประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและเทคนิคของระบบไฟฟ้า ก่อนขยายผลในระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับประเทศต่อไป

 

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories