‘ภราดร’ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เผยรัฐบาลอาจตัดงบรายจ่ายไม่จำเป็นในปีงบ 2569 ได้ต่ำคาด โดยอาจตัดยอดโอนงบได้ที่ 50,000 ล้านบาทเท่านั้น ยืนยันผู้ได้สิทธิ์ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เกิน 20 ล้านคน เข้า ครม. สัปดาห์หน้า มั่นใจฐานะการคลังยังแกร่ง
วันนี้ (30 เมษายน) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยถึงความคืบหน้าการตัดยอดโอนงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล ซึ่งมีเส้นตายการสรุปตัวเลขในวันนี้ว่า โดยเบื้องต้นคาดว่าเม็ดเงินที่จะได้กลับมาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ในตอนแรกที่ประมาณไว้ราว 80,000 ถึง 100,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ภราดรอธิบายว่า จากการประกาศล่วงหน้าโดยรัฐบาล ทำให้ส่วนราชการเร่งก่อหนี้และเบิกจ่ายเงินงบประมาณกันมากขึ้น ซึ่งในมุมหนึ่งก็ถือเป็นข้อดี ที่หน่วยงานต่างๆ เร่งเบิกจ่ายเงินไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ หากยอดตัดงบได้เพียง 50,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าตัวเลขเดิมที่ประมาณการไว้ ภราดรระบุว่า ต้องรอความชัดเจนจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าจะมีการออก พ.ร.ก. เงินกู้ วงเงินเท่าไหร่ พร้อมระบุว่าเป็นประเด็นที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่าง ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ คาดว่าจะมีการนำแพ็กเกจโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่ง เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคมก่อน และเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันอังคารที่ 5 พฤษภาคมเป็นลำดับต่อไป
สำหรับรายละเอียดของแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจที่เตรียมนำเสนอ มีดังนี้:
โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: ภราดรระบุว่าจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์อาจลดลงจาก 13.4 ล้านคน เหลือประมาณ 13.2 ล้านคน เนื่องจากผู้มีสิทธิ์บางรายอาจเสียชีวิตแล้ว โดยรัฐบาลมีแผนจะขยับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจากเดิม 300 บาทต่อเดือน เป็นประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะกลับไปใช้ฐานวงเงินเดิม ส่วนวงเงินจะได้ถึงคนละ 4,000 บาทหรือไม่นั้น ภราดรระบุว่าต้องรอให้ทางกระทรวงการคลังและดร.เอกนิติเป็นผู้สรุปตัวเลข
โครงการคนละครึ่ง : ภราดรยืนยันว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์เกิน 20 ล้านคนอย่างแน่นอน โดยพร้อมจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ทันทีหลังจากที่ ครม. มีมติเห็นชอบโครงการ ข้อดีของการดำเนินโครงการในครั้งนี้คือจะไม่มีการจ่ายเงินก้อนในครั้งเดียว แต่จะใช้วิธีทยอยจ่ายเป็นรายเดือน ซึ่งช่วยให้กระทรวงการคลังมีเวลาในการหาช่องทางและบริหารจัดการเงินมารองรับได้
สุดท้ายในส่วนของความกังวลด้านเสถียรภาพทางการคลังและงบประมาณ ภราดรกล่าวว่า จากการสรุปแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) โดย 4 หน่วยงาน พบว่า รายรับของรัฐบาลไม่ได้ลดลงและมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ฝั่งรายจ่ายถูกตรึงเอาไว้ที่ระดับเดิม ประกอบกับตัวเลข GDP ก็มีทิศทางขยับสูงขึ้นด้วย ทำให้ภาพรวมตัวเลขในปี 2570 ยังไม่มีความน่ากังวล โดยปัจจัยสำคัญเดียวที่ต้องติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดคือปัญหาทิศทางสงครามว่าจะมีความยืดเยื้อมากน้อยเพียงใด

