วันนี้ (27 เมษายน) แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประชุมสรุปกับทีมงานกระทรวงการคลังเรื่องโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อสรุปเบื้องต้น ดังนี้
- จำนวนคนที่จะได้รับสิทธิ์รอบนี้: มากกว่า 20 ล้านคน โดยจะให้สิทธิ์พร้อมกันทั้งหมด โดยไม่แยกผู้เสียภาษี หรือไม่เสียภาษี
- เงื่อนไขการสนับสนุน: รัฐจ่ายให้ 60% และผู้ได้สิทธิ์จ่ายเอง 40%
- วงเงินที่ให้: คนละ 4,000 บาท (ทั้งโครงการ) หรือเดือนละ 1,000 บาท
- เปิดลงทะเบียน: ภายในเดือนพฤษภาคม
- เริ่มรับเงิน: ภายในเดือนมิถุนายน
“ได้ข้อสรุปโครงการคนละครึ่ง พลัสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งจำนวนคนที่จะได้รับสิทธิ์ ซึ่งมากกว่า 20 ล้านคน เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิ์การช่วยเหลือ โดยผู้ใช้สิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียภาษีหรือไม่เสียภาษีจะแบ่งจ่ายเท่ากันทั้งหมด คือรัฐจ่ายให้ 60% และผู้ได้สิทธิ์จ่ายเอง 40% เนื่องจากถือเป็นมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานให้กับทุกคน” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการนั้นเตรียมพร้อมไว้หมดแล้วในหลายช่องทาง แต่ตอนนี้รอผลสรุปในส่วนของจำนวนเงินที่เหลือจากการตัดงบประมาณปี 2569 ที่ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้ภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ก่อนว่า มีจำนวนเท่าใด เพื่อจะออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณดังกล่าวมาใช้ในโครงการคนละครึ่ง
ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง พลัสจะทำควบคู่ไปกับการแจกเงินเพิ่มให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 14 ล้านคน และคาดว่าจะได้เพิ่มคนละ 4,000 บาท ทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เหมือนกับโครงการคนละครึ่ง พลัส แต่ผู้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะสามารถใช้จ่ายเต็มจำนวนราคา ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะรวมอยู่ในมาตรการบรรเทาชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า ‘ไทยช่วยไทย พลัส’
ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง พลัสครั้งนี้ให้สิทธิ์และจำนวนเงินมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะประชาชนได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอย่างรุนแรง และคาดว่าจะกินระยะเวลานานกว่าสถานการณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
โดยในวันเดียวกัน (27 เมษายน) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างจัดหางบประมาณสำหรับใช้ในโครงการคนละครึ่ง รอบใหม่ที่จะเปิดลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคมนี้
เอกนิติระบุว่า กรมบัญชีกลางกับสำนักงบประมาณอยู่ระหว่างตรวจสอบงบประมาณของหน่วยงานที่เบิกจ่ายล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงดึงงบคืนจาก โครงการจัดซื้อจัดจ้างที่ยังไม่มีการลงนามในสัญญา ซึ่งมีกำหนดเส้นตายวันที่ 30 เมษายนนี้
“สเต็ปที่ 1 เราจะพยายามดูประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายภาครัฐก่อน ถ้าเบิกจ่ายได้ไม่มีประสิทธิภาพก็จะดึงเงินตรงนี้คืน อันนี้จะเป็นแหล่งแรก วันที่ 30 เมษายนนี้ก็จะรู้” เอกนิติกล่าว
เมื่อดึงงบที่ส่วนราชการจัดซื้อจัดจ้างและจัดทำงบประมาณไม่ทันเสร็จแล้ว ลำดับถัดไปจะเป็นการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 สำหรับใช้จ่ายในโครงการ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการกู้เงินเพิ่ม เพื่อรองรับโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ ที่ให้สิทธิเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 บาทหรือไม่ ดร.เอกนิติระบุว่า จะต้องพิจารณางบในส่วนที่เหลือจากการตัดยอดก่อน

