วันนี้ (25 เมษายน) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในปัจจุบัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจนในมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมา เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พยายามชี้แจงถึงขั้นตอนการจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่เริ่มมีทิศทางชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปให้สังคมรับทราบว่า ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้จ่ายหรือไม่
ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่รัฐบาลระบุว่าต้องดำเนินการอย่างแม่นยำนั้น อภิสิทธิ์ เสนอแนะว่า แนวทางการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในขณะนี้ รัฐบาลควรใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในการแก้ปัญหาจากต้นทาง เช่น การพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต และการควบคุมหรือปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งการดำเนินการในลักษณะนี้จะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐบาลที่ต้องนำไปใช้ในมาตรการเยียวยาที่ปลายทาง และยังเป็นการป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว ไม่ยอมปรับลดลงตามกลไกตลาด
สำหรับความคืบหน้ากรณีที่รัฐบาลเตรียมดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส โดยกำหนดสัดส่วนให้รัฐบาลสมทบทุนร้อยละ 60 และประชาชนจ่ายร้อยละ 40 นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังคงมีการแบ่งแยกกลุ่มเป้าหมายระหว่างกลุ่มเปราะบางและประชาชนทั่วไป ซึ่งตนต้องการเห็นตัวเลขงบประมาณและการระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมย้ำจุดยืนที่พรรคเคยนำเสนอไว้ตั้งแต่ช่วงที่รัฐบาลแถลงนโยบายว่า การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรมีเป้าหมายหลักเพื่อการเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ มากกว่าการมุ่งเน้นใช้เม็ดเงินเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
อภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการดังกล่าวจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบด้าน เนื่องจากบทเรียนจากมาตรการช่วยเหลือที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรการในภาคการขนส่ง กลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่ หรือโครงการของกระทรวงพาณิชย์ ต้องยอมรับว่ายังไม่ครอบคลุมและไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการคนละครึ่งพลัสยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนของแหล่งที่มาของงบประมาณหลัก ว่าจะสามารถดำเนินการผ่าน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ต้องรอจัดสรรจากงบประมาณปี 2570 หรือจำเป็นต้องออกกฎหมายกู้เงินเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งให้ความกระจ่างต่อประเด็นเหล่านี้โดยเร็วที่สุด


