วานนี้ (24 เมษายน) ที่ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ อเล็กซานเดอร์ เดอ ครู ผู้บริหารสูงสุดของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)
ในโอกาสเดินทางมามอบรางวัลโครงการตรารับรองความเท่าเทียมทางเพศของหน่วยงานรัฐ (Gender Equality Seal) ระดับเหรียญทอง (Gold) ให้แก่กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่ได้รับการรับรองในระดับสูงสุดนี้ โดยมาตรฐานดังกล่าวเป็นเครื่องมือระดับนานาชาติที่มีความเข้มข้น มุ่งประเมินความมุ่งมั่นของภาครัฐในการขับเคลื่อนความเท่าเทียมและลดช่องว่างทางเพศ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานเข้าร่วมกว่า 100 แห่ง ในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของกรุงเทพมหานคร แต่ถือเป็นรางวัลของประเทศไทย เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์รวมของผู้คนจากทุกจังหวัด ย้อนกลับไปเมื่อเริ่มต้นโครงการเมื่อ 2 ปีก่อน กทม. ได้รับการประเมินเพียง 8.8% แต่ด้วยความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนและประชาสังคม ทำให้ปัจจุบันสามารถพัฒนาคะแนนขึ้นมาสูงถึง 94.8% โดยผ่านเกณฑ์ตัวชี้วัดด้านความเท่าเทียมทางเพศถึง 38 จาก 40 ตัวชี้วัด และบรรลุตัวชี้วัดที่เป็น Gold Standard ครบทั้ง 14 มาตรฐาน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเน้นย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความยั่งยืนโดยปลูกฝังให้เรื่องนี้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรและเป็นแนวปฏิบัติปกติที่จะไม่ย้อนกลับไปสู่ความเหลื่อมล้ำอีก การมี UNDP เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงช่วยให้การวัดผลเป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะทำให้กระบวนการนี้ถูกยึดถือเป็นแบบแผนการดำเนินงานต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในอนาคตหรือไม่ก็ตาม
ทางด้าน รศ.ทวิดา กล่าวเสริมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กทม. ได้เรียนรู้และเห็นช่องว่างในการพัฒนางานด้านนี้อย่างมหาศาล ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันกับเครือข่ายภาคประชาชน เอกชน และมูลนิธิต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความหลากหลายไม่ใช่ข้อจำกัดในการกำหนดนโยบายอีกต่อไป
ขณะที่ อเล็กซานเดอร์ เดอ ครู ผู้บริหารสูงสุดของ UNDP ได้กล่าวแสดงความยินดี พร้อมระบุว่านี่คือความสำเร็จร่วมกันที่น่าภาคภูมิใจ การที่ กทม. ได้รับรองระดับ Gold ไม่เพียงสะท้อนบทบาทผู้นำในระดับสากล แต่ยังสอดรับกับการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมของประเทศไทย และการเตรียมความพร้อมในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเมืองที่มุ่งรับฟังปัญหาและสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมให้กับประชาชนทุกคน
สำหรับผลงานที่เป็นรูปธรรมตลอดกระบวนการเข้าร่วมโครงการ Gender Seal กรุงเทพมหานครได้บูรณาการมิติทางเพศเข้าไปในโครงการระดับเทศบาลมากกว่า 200 โครงการ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อ 5 โดยมีการใช้ข้อมูลแยกตามเพศแบบเปิด (Open sex-disaggregated data) มาออกแบบมาตรการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน
อาทิ โครงการแจกผ้าอนามัยฟรี และการติดตั้งไฟถนน LED มากกว่า 30,000 จุด ตามนโยบายกรุงเทพฯ ต้องสว่าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในยามวิกาล ส่งผลให้ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศลดลงจาก 3.1% เหลือเพียง 0.9% นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับกลุ่ม LGBTQI+ ด้วยการจัดตั้งคลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย (BKK Pride Clinic) จำนวน 31 แห่ง ซึ่งให้บริการด้านสาธารณสุขที่ปลอดภัยและครอบคลุมแก่ประชาชนไปแล้วกว่า 8,400 คน
ในมิติของการบริหารทรัพยากรบุคคลภายในองค์กร กรุงเทพมหานครได้ก้าวขึ้นเป็นต้นแบบด้วยการผลักดันนโยบายลาคลอด 120 วัน พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กเพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวและการทำงาน อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานระดับท้องถิ่นแห่งแรกที่อนุญาตให้บุคลากรแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศ ตลอดจนส่งเสริมบทบาทผู้นำหญิง โดยปัจจุบัน กทม. มีสัดส่วนพนักงานหญิง 43% และมีผู้บริหารหญิงในระดับสูงถึง 50%
นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของความสำเร็จครั้งนี้ว่า “กรุงเทพมหานครได้สร้างเกณฑ์มาตรฐานใหม่ด้านความเท่าเทียมทางเพศให้กับเมืองทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าความเท่าเทียมทางเพศเป็นหัวใจของการบริหารเมือง การให้บริการ และการสร้างความยืดหยุ่น นี่คือภาพของการบริหารเมืองในทางปฏิบัติที่ครอบคลุมและพร้อมรับอนาคต”
ชื่อของประเทศไทยอยู่ในพาดหัวข่าวของสื่อทั่วโลกในเดือนมกราคมปี 2568 จากการเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยรางวัล Gender Equality Seal ระดับเหรียญทองของกรุงเทพมหานครครั้งนี้ จึงยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของเมืองในฐานะจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและมีความครอบคลุม ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับเมืองอื่นๆ
โดย UNDP จะยังคงร่วมมือกับกรุงเทพมหานครต่อไปในเส้นทางด้านความเท่าเทียมทางเพศ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจกับเมืองต่างๆ ที่กำลังมุ่งมั่นขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ


