การตัดสินใจของรัฐบาลไทยในการยกเลิก ‘MOU 44’ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของข้อพิพาททางทะเล ระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังกรอบความร่วมมือที่ใช้มานานกว่า 20 ปีกำลังจะถูกยกเลิก และแทนที่ด้วยกลไกตาม UNCLOS 1982 ซึ่งเป็นกติกาสากลด้านกฎหมายทะเล
วันที่ 23 เมษายน 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU 44) โดยไม่จำเป็นต้องทบทวนเพิ่มเติม และไม่ต้องขอความเห็นชอบจากฝ่ายกัมพูชา ขั้นตอนต่อไป กระทรวงการต่างประเทศจะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการอย่างเป็นทางการ
MOU 44 กรอบเจรจาหวังหยุดความขัดแย้ง
บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ลงนามร่วมสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร
โดย สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นตัวแทนรัฐบาลไทย และ ซก อัน อดีตรัฐมนตรีอาวุโส และอดีตประธานการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 หรือที่รู้จักกันทั่วไปในเวลานี้ในชื่อ ‘MOU 44’
ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อปลดล็อก ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area: OCA) ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ
สาระสำคัญของ MOU 44 คือการกำหนดให้ทั้งสองประเทศตั้งคณะกรรมการเทคนิคร่วม (Joint Technical Committee: JTC) เพื่อเจรจาใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
- การแบ่งเขตทางทะเลในพื้นที่เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ
- การพัฒนาพื้นที่ร่วมและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ใต้เส้นดังกล่าว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง MOU 44 ไม่ใช่ข้อตกลงแบ่งเขตแดนโดยตรง แต่เป็นเวทีสำหรับการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและเปิดทางให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกัน
ปมพื้นที่ทับซ้อน 26,000 ตารางกิโลเมตร
หัวใจของปัญหาอยู่ที่พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยขนาดประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเกิดจากการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลที่แตกต่างกันของทั้งสองประเทศ
ฝ่ายกัมพูชาในปี 1972 กำหนดเส้นเขตแดนที่ลากผ่านเกาะกูด ขณะที่ฝ่ายไทยในปี 1973 ยึดหลักจาก อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1907 ซึ่งระบุว่าเกาะกูดเป็นของไทย จึงลากเส้นอ้อมเกาะ ผลลัพธ์คือเกิดพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่กลางอ่าวไทยที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน
พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพด้านพลังงาน โดยเฉพาะทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ทะเล แต่ไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่ เนื่องจากไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน
จาก MOU 44 สู่ UNCLOS เปลี่ยนเกมอย่างไร
การยกเลิก MOU 44 หมายถึงการรีเซ็ตกระบวนการเจรจาทั้งหมด และหันไปใช้หลักการตาม UNCLOS 1982 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดสิทธิและเขตอำนาจของรัฐชายฝั่งในทะเล
UNCLOS ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดเส้นฐาน ทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ไปจนถึงสิทธิในไหล่ทวีป และยังเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐผ่านการเจรจาหรือกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การยกเลิก MOU 44 มีทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องจับตา ด้านบวก คือ ไทยสามารถหลุดจากกรอบเดิมที่ถูกวิพากษ์ว่าอาจเอื้อให้เกิดการยอมรับเส้นอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาโดยปริยาย และสามารถใช้กติกาสากลเป็นฐานในการต่อรองใหม่
ด้านความเสี่ยง คือ การไม่มีกรอบร่วมแบบ MOU 44 อาจทำให้การเจรจาต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจใช้เวลายาวนานหลายสิบปี นอกจากนี้ หากไม่มีความเข้าใจร่วม อาจเพิ่มความตึงเครียดในพื้นที่ และมีความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้า หากมีการเข้าไปใช้ประโยชน์จากทรัพยากรโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
การยกเลิก MOU 44 ไม่ใช่เพียงการยุติข้อตกลงฉบับหนึ่ง แต่คือการเปลี่ยนกรอบคิดในการจัดการข้อพิพาททางทะเลไทย-กัมพูชา จากเวทีเจรจาทวิภาคี ไปสู่การยึดกติกาสากลเป็นหลัก
คำถามสำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าจะยกเลิกหรือไม่ แต่คือ รัฐบาลไทยจะใช้ UNCLOS ต่อรองอย่างไร และจะรักษาสมดุลระหว่างอธิปไตยกับความร่วมมือได้หรือไม่ บนพื้นที่ทะเลที่ยังคงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์มหาศาล


