×

ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม อ่านคำชี้แจงจาก ป.ป.ช. ที่ระบุว่า ‘ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเดียวกัน’ กับศาลรัฐธรรมนูญ

โดย THE STANDARD TEAM
23.04.2026
  • LOADING...
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ และเอกสารชี้แจงจาก ป.ป.ช. กรณีคำวินิจฉัยไม่ตรงกับศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ในคดีที่ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้น ร่วมกันยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ‘ความเป็นรัฐมนตรีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ จากกรณีปรากฏหลักฐานว่า ปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำนิจฉัยว่า จากพยานหลักฐานสามารถรับฟังได้ว่า มีการนำเงินของศักดิ์สยามไปดำเนินธุรกรรมในนามผู้อื่น ซึ่งเกี่ยวข้องถึงการถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยศักดิ์สยามยังคงมีอำนาจสั่งการและใช้ประโยชน์จาก หจก.บุรีเจริญฯ ผ่านตัวแทนหรือ ‘นอมินี’ และเห็นว่าเงินจำนวน 119.5 ล้านบาทยังคงถือเป็นทรัพย์สินของศักดิ์สยาม

 

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า ‘ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง’

 

ทว่าเมื่อกลางเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติ ‘ยกคำร้อง’ ในคดีที่ศักดิ์สยามถูกร้องฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

 

  • เปิด 3 ประเด็น เอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช.

 

มติยกคำร้องของ ป.ป.ช. ที่ตามมา จึงเป็นที่สนใจและติดตามของสาธารณชนว่า เหตุใดจึงย้อนแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือกรอบในการพิจารณาที่ต่างกันอย่างไรในคำร้องนี้

 

ล่าสุดวันนี้ (23 เมษายน) คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เผยแพร่เอกสารแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการทางกฎหมายต่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีการครอบครองหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

 

โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า ศักดิ์สยามไม่มีพฤติการณ์จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอในข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่รัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้กิจการดังกล่าว ขณะที่ข้อกล่าวหาเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้น

 

  • ประเด็นที่ 1: การยื่นบัญชีทรัพย์สิน

 

เนื้อหาในเอกสารบรรยายว่า ศักดิ์สยามได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. รวม 6 ครั้งระหว่างปี 2562 ถึง 2567 ทั้งในคราวเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง สส. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยในบัญชีไม่ปรากฏรายการเงินลงทุนมูลค่า 119,500,000 บาท ในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

 

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ให้ศักดิ์สยามพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี โดยวินิจฉัยว่า ศักดิ์สยามเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงและมี ‘นาย ศ.’ เป็นผู้ครอบครองหุ้นแทน

 

สำนักงาน ป.ป.ช. ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ศักดิ์สยามได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนเงินลงทุนให้นาย ศ. เสร็จสิ้นทางทะเบียนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นเวลาก่อนเข้ารับตำแหน่ง ศักดิ์สยามจึงรับรู้ว่าตนได้โอนหุ้นไปโดยสมบูรณ์แล้วและไม่ได้นำรายการหุ้นดังกล่าวมาแสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สิน

 

ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นาย ศ. ได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์และไม่ยินยอมคืนหุ้น ทำให้ศักดิ์สยามต้องยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรีเพื่อบังคับให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงทุนคืน

 

ต่อมาในวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนาย ศ. ยอมโอนคืนสิทธิเงินลงทุนจำนวน 119,500,000 บาท และเพื่อเป็นการยุติข้อพิพาท นาย ศ. ตกลงซื้อที่ดินของนายศักดิ์สยามจำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 323 ไร่ 373 ตารางวา ในราคา 51,505,267.50 บาท

 

เมื่อกระบวนการทางศาลเสร็จสิ้น ศักดิ์สยามได้ยื่นขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้เป็นปัจจุบันต่อ ป.ป.ช. พร้อมเอกสารหลักฐานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาในวันที่ 8 กันยายน 2568 และลงความเห็นว่าการกระทำของศักดิ์สยามไม่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือปกปิดข้อเท็จจริง

 

“ข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมกำร ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยและมีมติ เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประกอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว

 

“ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว” เอกสารคำชี้แจงระบุ

 

  • ประเด็นที่ 2: เอื้อ หจก. บุรีเจริญฯ รับงาน ก. คมนาคม

 

สำหรับข้อร้องเรียนว่า ศักดิ์สยามใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เข้าเป็นคู่สัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท

 

ป.ป.ช. ชี้แจงว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานโดยสอบปากคำพยานบุคคลจำนวน 25 ปาก และตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ศักดิ์สยามเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง อำนาจการอนุมัติเป็นของหัวหน้าส่วนราชการตามขั้นตอนปกติ และการเสนอราคาดำเนินการผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (E-bidding) ตามระเบียบราชการ

 

เอกสารระบุต่อไปว่า เมื่อพิจารณาสถิติการรับงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น พบว่ามีค่าเฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ซึ่งไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนที่นายศักดิ์สยามจะเข้าดำรงตำแหน่ง นอกจากนี้ ข้อมูลทางบัญชีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ห้างหุ้นส่วนจาก 77 ล้านบาทเศษ เป็น 147 ล้านบาทเศษ และการมีผลกำไรมากกว่า 10 ล้านบาทต่อปีนั้น เกิดขึ้นในช่วงปี 2557 ถึง 2559 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนที่นายศักดิ์สยามจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีประมาณ 5 รอบปีบัญชี

 

ประกอบกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ยืนยันว่าไม่มีข้อมูลข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการฮั้วประมูลของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว หรือนิติบุคคลอื่นที่ชนะการเสนอราคาในช่วงปี 2562 ถึง 2566 คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงพิจารณาว่า พยานหลักฐานไม่มีมูลให้รับฟังได้ว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงหรือฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา

 

  • ประเด็นที่ 3: ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่

 

สำหรับประเด็นสุดท้ายในเรื่องการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นข้อร้องเรียนที่เกี่ยวเนื่องกันในประเด็นข้างต้น สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุในตอนท้ายของเอกสารแถลงการณ์ว่า ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างกระบวนการดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น

 

ย้อนมองที่มาที่ไปของคดีศักดิ์สยาม ตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อ 19 กรกฎาคม 2565 ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งขณะนั้นสังกัดพรรคก้าวไกล เป็นผู้อภิปรายหลัก พร้อมเปิดหลักฐานกล่าวหาศักดิ์สยามว่า มีพฤติกรรมซุกหุ้นและใช้ ‘นอมินี’ หรือตัวแทนอำพรางใน หจก. บุรีเจริญฯ

 

แม้ศักดิ์สยามจะยังได้รับเสียงไว้วางใจ แต่ สส. พรรคก้าวไกลในขณะนั้น พร้อม สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งหมด 54 คน ได้รวมรายชื่อกันยื่นหลักฐานในการอภิปรายเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และท้ายสุดได้มีมติ 7 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยให้ศักดิ์สยามพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

 

  • ปูทางหวนคืนเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่

 

ประเด็นสำคัญต่อไปที่สังคมให้ความสนใจคือ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ผู้เป็นน้องชายของ เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่แห่งบุรีรัมย์ จะสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ได้อีกครั้งหรือไม่

 

ความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนก็แตกออกไปหลายกระแส บ้างก็มองว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงถือเป็นที่สุด บ้างก็มองว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณา ซึ่งยังคงต้องรอความชัดเจนต่อไป

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising