ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ในฐานะกรรมการประกันสังคมสัดส่วนผู้ประกันตน จากทีมประกันสังคมก้าวหน้า พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่ม เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อเรียกร้องให้นำข้อเสนอการปรับเปลี่ยนสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ ในรูปแบบ CARE หรือ Career Average Revalued Earnings เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกันตนที่ได้รับบำนาญอยู่ในปัจจุบันและที่จะเกษียณอายุในอนาคต
ข้อเรียกร้องระบุว่า สูตรบำนาญ CARE คือการคำนวณจากค่าเฉลี่ยค่าจ้างตลอดเส้นทางอาชีพที่มีการปรับมูลค่าเงินในอดีตให้เป็นปัจจุบันตามดัชนีเศรษฐกิจ ซึ่งจะเข้ามาแทนที่สูตรเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ โดยสูตรเดิมนั้นถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อแรงงานที่มีเส้นทางอาชีพไม่แน่นอน หรือกลุ่มที่มีรายได้ลดลงในช่วงท้ายของอายุงาน
ข้อมูลจากการศึกษาพบว่าหากมีการเปลี่ยนมาใช้สูตร CARE จะมีผู้ประกันตนที่ได้รับบำนาญอยู่ในปัจจุบันประมาณ 600,000 คน จากทั้งหมด 900,000 คน ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นทันที และในอนาคตปี 2579 ผู้เกษียณอายุประมาณ 3 ล้านคนจะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10 โดยคาดว่าจะใช้วงเงินงบประมาณเฉลี่ยปีละ 8,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่จะค่อยๆ ลดลงจนไม่มีความแตกต่างกับสูตรเดิมในระยะยาว
ษัษฐรัมย์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสูตรดังกล่าวผ่านกระบวนการศึกษาโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) มานานกว่า 10 ปี และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการประกันสังคมชุดใหญ่แล้วตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2568 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องดำเนินการหลังจากมีการปรับเพดานค่าจ้างขั้นสูงเป็น 17,500 บาทต่อเดือน ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวได้บรรลุผลแล้วตั้งแต่มกราคม 2569
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสูตรบำนาญดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้าในระดับนโยบาย ในขณะที่มีข้อมูลว่ามีผู้ประกันตนสะสมกว่า 5,000 คนเสียชีวิตลงระหว่างที่รอความชัดเจนของกฎหมายฉบับนี้ จึงมีการเรียกร้องให้รัฐมนตรีดำเนินการออกกฎกระทรวงรับรองสูตร CARE ภายใน 15 วัน
ด้าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังการรับหนังสือว่า ในเชิงหลักการนั้นไม่มีข้อขัดแย้งและได้มีการพิจารณารายละเอียดไปมากแล้ว แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบคือผลกระทบต่อกลุ่มผู้ประกันตนอีกประมาณ 200,000 คน ที่อาจจะได้รับผลประโยชน์ลดลงจากสูตรใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีรายได้สูงในช่วงปลายของอาชีพ ซึ่งจำเป็นต้องมีการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเพื่อหามาตรการเยียวยาหรือแนวทางรองรับ ไม่ให้มีกลุ่มใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง รวมถึงต้องพิจารณาถึงความมั่นคงทางการเงินของกองทุนประกันสังคมในภาพรวมประกอบด้วย
ต่อประเด็นเรื่องกรอบเวลาในการดำเนินการ จุลพันธ์ระบุว่าจะเร่งรัดกระบวนการให้เร็วที่สุด โดยคาดว่าจะได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้เพื่อเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเพิ่มเติม แต่ยังไม่ขอระบุวันที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เป็นการกดดันการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ส่วนประเด็นข้อกังวลว่าจะมีผู้ได้รับบำนาญลดลงหรือไม่นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานชี้แจงว่ายังมีข้อมูลที่แตกต่างกันจากหลายฝ่าย ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีผู้ได้รับผลกระทบในทางลบ หรือมีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ก็พร้อมที่จะเดินหน้าในทันที โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาพิจารณาอีก เนื่องจากมีการศึกษาข้อมูลมาอย่างต่อเนื่องแล้ว สามารถใช้ดุลพินิจในฐานะรัฐมนตรีตัดสินใจได้เลย
สำหรับสาเหตุความล่าช้าในปัจจุบัน จุลพันธ์ชี้แจงว่าตนเองยังไม่ได้รับร่างกฎหมายดังกล่าวในมือ โดยคาดว่าอาจเกิดความล่าช้าในขั้นตอนของระบบธุรการและงานสารบรรณทางราชการ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเรื่องนี้มีความสำคัญและจะไม่มีการเริ่มต้นร่างกฎหมายใหม่ แต่จะใช้ผลการศึกษาเดิมที่มีความสมบูรณ์อยู่แล้วมาดำเนินการต่อเพื่อความรวดเร็วในการคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกันตนตามที่ได้มีการเรียกร้องมา









