ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านดำเนินมาถึงเดือนที่สองและยังไม่มีท่าทีว่าทั้งสองประเทศจะยอมถอยกันง่ายๆ การเจรจาสันติภาพที่นำโดย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ยังคงไม่คืบหน้าไปไหน ที่สำคัญเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาความตึงเครียดได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้งเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยื่นคำขาดให้อิหร่านยินยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่มีเงื่อนไป ภายในเวลา 20.00 น.ของวันอังคารที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา มิฉะนั้นแล้วเขาจะสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ บุกถล่มตัวเมืองอิหร่านจนไม่เหลือแม้แต่ซากอารยธรรม ซึ่งถึงแม้ว่าในเวลาต่อมาทรัมป์จะยอมยืดเวลาออกไปอีกเพื่อให้โอกาสกับอิหร่านในการเจรจา แต่คำขู่ของเขาในครั้งนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เพราะมันคือความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะเข้าสู่สงครามอย่างเต็มรูปแบบ
ประเด็นสำคัญ
คำขู่ของทรัมป์ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในประเทศเป็นอย่างมากด้วย โดยเฉพาะกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคเดโมแครต ที่กล่าวหาว่าทรัมป์เสียสติและ/หรือลุแก่อำนาจไปแล้ว ที่จะสั่งให้มีการสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์หลักแสนหลักล้านคน พวกเขาได้เรียกร้องให้มีการใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 25 หรือ 25th Amendment เพื่อถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่งในทันที
25th Amendment คืออะไร
25th Amendment ถือกำเนิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี ถูกลอบสังหารที่เท็กซัส ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนั้นได้กระทำขึ้นเพื่อให้มีกฎเกณฑ์อย่างชัดเจนถึงการสืบทอดอำนาจในกรณีที่ประธานาธิบดีลาออก เสียชีวิต หรือกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถ
ซึ่งในกรณีที่ประธานาธิบดีกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถนั้น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมฉบับแก้ไขครั้งที่ 25 (25th Amendment) ได้ให้อำนาจรองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีไว้ว่า ถ้าหากรองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีเกินกว่ากึ่งหนึ่งพิจารณาแล้วว่าประธานาธิบดีไม่มีความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้อีกต่อไป รองประธานาธิบดีสามารถเขียนจดหมายถึงประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสั่งการให้ประธานาธิบดีหยุดปฎิบัติหน้าที่ทันที และรองประธานาธิบดีจะขึ้นทำหน้าที่ในฐานะประธานาธิบดีแทน
อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายแล้ว ประธานาธิบดียังสามารถออกจดหมายมาแก้ต่างได้ว่าเขายังมีความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ เพื่อที่จะชิงอำนาจการบริหารในฐานะประธานาธิบดีกลับมาอีกครั้ง
แต่หลังจากนั้น หากรองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีเกินกึ่งหนึ่งยังยืนยันความเห็นเดิมว่าประธานาธิบดีเป็นบุคคลไร้ความสามารถ พวกเขาสามารถออกจดหมายฉบับที่สองเพื่อยืนยันให้ประธานาธิบดีหยุดปฎิบัติหน้าที่ และหลังจากนั้นทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรจะต้องทำการลงมติภายใน 21 วัน เพื่อระบุว่าพวกเขาเห็นด้วยกับรองประธานาธิบดีหรือไม่
ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้เสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของทั้งสองสภาโหวตเห็นด้วยกับรองประธานาธิบดี แต่ถ้าเสียงโหวตเห็นด้วยมีไม่ถึง 2 ใน 3 (อย่างน้อย 1 ใน 2 สภา) ข้อกล่าวหาเรื่องการเป็นบุคคลไร้ความสามารถก็จะตกไปและประธานาธิบดีก็จะได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง
ความเป็นไปได้ในกรณีของทรัมป์
แล้วโอกาสที่แวนซ์และคณะรัฐมนตรีจะหยิบเอา 25th Amendment มาใช้มีมากน้อยแค่ไหน?
คำตอบก็คือแทบจะเป็นศูนย์ เพราะแวนซ์เป็นนักการเมืองที่ถือเป็นทายาทในการเลือกตั้งครั้งต่อไปต่อจากทรัมป์และเป็นผู้ที่มีความภักดีต่อทรัมป์มาก โอกาสที่เขาจะแทงข้างหลังทรัมป์นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่การตัดสินใจของแวนซ์เพียงคนเดียว
เพราะเขาต้องการเสียงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจากคณะรัฐมนตรีด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ทรัมป์เลือกมากับมือและภักดีกับทรัมป์ไม่น้อยไปกว่าตัวแวนซ์เอง
ที่สำคัญคำเรียกร้องให้ใช้ 25th Amendment นั้นมาจากฝั่งเดโมแครตที่กล่าวหาว่าทรัมป์เสียสติไปแล้วที่จะมีการสั่งให้สังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์ แต่นักการเมืองและผู้สนับสนุนของพรรครีพับลิกันไม่ได้คิดแบบนั้น พวกเขามองว่านี่เป็นแทคติกในการเจรจาต่างหาก พวกเขามองว่า ทรัมป์พยายามสร้างภาพว่าตัวเองเป็น mad man ที่อาจจะทำการอันอุกอาจที่ผู้นำทั่วไปไม่ทำกัน ซึ่งน่าจะทำให้อิหร่านเกิดความหวาดกลัวและจำใจต้องมาตั้งโต๊ะเจรจากับเขา
ภาพ: Julia Demaree Nikhinson / Pool via REUTERS


