สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลไทยมีแผนที่จะนำความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารมาเป็นเงื่อนไขต่อรองในการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา เพื่อเตือนรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า มาตรการกำแพงภาษีที่เข้มงวดของสหรัฐฯ อาจบีบให้ไทยต้องลดระดับความร่วมมือทางทหาร ซึ่งรวมถึงการฝึก Cobra Gold อันเป็นรากฐานสำคัญของหนึ่งในพันธมิตรด้านความมั่นคงที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย
ประเด็นสำคัญ
แหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผยว่า รัฐบาลไทยตั้งใจที่จะบรรจุข้อเสนอดังกล่าวไว้ในข้อเสนอต่างตอบแทน (Counter-proposal) ในขณะที่การเจรจาการค้าทวิภาคีกำลังจะกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ แม้ข้อกำหนดดังกล่าวจะถูกร่างขึ้นด้วยถ้อยคำในเชิงกว้าง แต่ไทยอาจพิจารณาทบทวนการเข้าร่วมกิจกรรมทางทหาร หากมาตรการกำแพงภาษีที่สูงขึ้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
รายงานข่าวระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวนับเป็นความพยายามที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักของรัฐบาลไทย ในการนำความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีมานานหลายทศวรรษกับรัฐบาลวอชิงตัน มาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองการเจรจาที่ตามปกติแล้วจะมุ่งเน้นเฉพาะเรื่องการค้าเท่านั้น
กระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากร 12.5% กับสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ซึ่งเป็นกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ที่นำมาใช้ตอบโต้พฤติกรรมการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรม ขณะที่ประเทศไทยซึ่งเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 5.14 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 พยายามที่จะรักษาอัตราภาษีศุลกากรไว้ไม่ให้สูงเกิน 19% ภายใต้กรอบความร่วมมือครั้งก่อน พร้อมยื่นข้อเสนอที่จะยกเลิกภาษีศุลกากรและยอมรับมาตรฐานของสหรัฐฯ สำหรับการนำเข้าเนื้อวัว เนื้อแกะ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงให้คำมั่นที่จะเร่งรัดกฎหมายสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน เพื่อตอบสนองต่อความกังวลของสหรัฐฯ
รัฐบาลไทยยันจะไม่ใช้ความร่วมมือทางทหาร แลกเงื่อนไขการค้าสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งรัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าว โดย รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่ใช่แนวนโยบายของรัฐบาลไทย
รัชดาระบุว่า การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ดำเนินไปบนพื้นฐานของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ความเป็นธรรมและความสมดุลทางการค้า โดยรัฐบาลจะพิจารณาข้อเสนออย่างรอบคอบ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ ภาคการผลิต และประชาชนไทย พร้อมแสวงหาข้อตกลงที่สร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย
“ไทยกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่กว้างและลึกในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน แต่ละเรื่องมีกรอบและผลประโยชน์ของประเทศที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ รัฐบาลจะไม่ใช้ผลประโยชน์ด้านหนึ่งของประเทศไปแลกกับอีกด้านหนึ่ง” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
เดินหน้าฝึก Cobra Gold 27 ตามแผนระยะยาว 6 ปี
รัฐบาลไทยยังระบุอีกว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนาน และดำเนินไปบนพื้นฐานของผลประโยชน์ด้านความมั่นคงร่วมกัน โดยการฝึกร่วม/ผสม Cobra Gold ยังคงดำเนินไปตามกรอบและแผนงานที่กำหนดไว้ ไม่ได้ถูกนำไปผูกโยงเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับผลการเจรจาการค้า
สำหรับการฝึก Cobra Gold 27 จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 46 ซึ่งเป็นไปตามแผนการฝึกระยะ 6 ปี (ปี 2025-2030) โดยจะมี 31 ประเทศเข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและเตรียมความพร้อมสำหรับภัยคุกคามแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ เช่น มิติทางไซเบอร์ (Cyber) และอวกาศ (Space) โดยในเดือนหน้าจะมีการวางแผนขั้นกลาง ณ รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อเตรียมการสำหรับการฝึกจริงในช่วงเดือนมีนาคมปีหน้า ซึ่งการฝึกยังคงเข้มข้นและขยายขอบเขตเพิ่มมากขึ้น
ย้อนดูความสำคัญของยุทธศาสตร์พันธมิตรไทย-สหรัฐฯ
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสองประเทศพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกประเทศคือฟิลิปปินส์ โดยความเป็นพันธมิตรนี้ได้เป็นรากฐานสำคัญให้กับการเข้ามามีบทบาททางทหารของสหรัฐฯ ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน เพื่อคานอิทธิพลของจีนที่กำลังขยายตัวในภูมิภาคนี้ โดยการฝึก Cobra Gold ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีกำลังพลเข้าร่วมราว 8,000 นาย จาก 30 ประเทศ
ความร่วมมือทางทหารของทั้งสองประเทศเคยผ่านมรสุมความตึงเครียดทางการเมืองมาแล้วในอดีต เช่น การที่รัฐบาลวอชิงตันเคยปรับลดขนาดการฝึก Cobra Gold และระงับความร่วมมือบางส่วนหลังเหตุการณ์รัฐประหารในไทยเมื่อปี 2014 ก่อนที่ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงจะค่อยๆ ฟื้นฟูกลับคืนมาในภายหลัง
โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังคงเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของความเป็นพันธมิตรนี้ต่อสาธารณะ ซึ่งรวมถึงในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเอลบริดจ์ โคลบี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และ พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหมของไทย ได้ร่วมกันยืนยันถึง “ความแข็งแกร่งของพันธมิตรสหรัฐฯ และไทย” ที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง
ความเห็นนักวิชาการไทย หากไทยใช้ความสัมพันธ์ทางทหารต่อรองกับสหรัฐฯ
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานของ Bloomberg ที่อ้างเจ้าหน้าที่ไทยว่า ไทยไม่มีอำนาจต่อรอง (leverage) เหนือสหรัฐฯ แม้ว่าจะเอาเรื่องการฝึกผสม Cobra Gold มาเป็นข้อต่อรองตามที่เป็นข่าวก็ตาม
“การตัดสินใจกดดันสหรัฐฯ ด้วยเรื่อง Cobra Gold อาจจะกระทบความมั่นคง เพราะการฝึกร่วมผสมกับสหรัฐฯ เป็นผลประโยชน์ทางทหารกับไทย นอกจากนี้การยกเลิกการฝึกทางทหารก็ไม่อาจทำให้ทำเนียบขวาเปลี่ยนใจในเรื่องการลดภาษีได้ และถ้าไทยตัดสินใจชนกับสหรัฐฯ ไทยอาจจะเสียทั้งตลาดและการฝึกไปหมด” ดร.สุรชาติ กล่าว
อาจารย์มองว่า ไทยต้องยอมรับว่า ตลาดสินค้าไทยอยู่ในสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในจีน ไทยไม่ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากจีน เพราะเป็นฝ่ายที่เสียดุล แต่ปัจจุบันอาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทยมีท่าทีนิยมจีนมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการเยือนจีนของนายกฯ ส่วนกรณีที่เป็นข่าวนั้น หากเป็นความจริง ก็กำลังสะท้อนว่า ไทยกำลังถอยห่างออกจากสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังรัฐประหาร 2557
”ไทยพยายามส่งสัญญาณถึงท่าทีแบบใกล้ชิดมากกับจีน จนอาจทำให้สมดุลในนโยบายการต่างประเทศไทยมีปัญหา ดังนั้นนายกฯ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องตอบให้ชัดว่า ไทยกำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์การต่างประเทศ ที่ไทยจะทิ้งผลประโยชน์ด้านความมั่นคงทางทหารแล้วหรือไม่” ดร.สุรชาติ ตั้งคำถาม
”ผู้นำไทยต้องตอบให้ได้ว่า ถ้าไทยไม่ประสบความสำเร็จในการต่อรองกับสหรัฐฯ จนต้องเสียทั้งตลาด และความมั่นคงไปแล้ว รัฐบาลไทยจะเตรียมตัวในอนาคตอย่างไร
ภาพ: Stephen J. Boitano / LightRocket via Getty Images
อ้างอิง:


