×

เสียงสะท้อนคนไทย 91.8% หนุนรื้อกติกาแอลกอฮอล์ ชู ‘คุมกฎหมาย’ แทน ‘คุมเวลา’ ปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่มาตรฐานโลก [Advertorial]

10.04.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว’ มักจะถูกยกให้เป็นแรงส่งหลักของเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลทางเศรษฐกิจกำลังขยี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยกำลังเผชิญกับภาวะ ‘ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง’

 

เมื่อเทียบดัชนีการฟื้นตัวกับคู่แข่งสำคัญอย่าง ญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลีใต้ พบว่าไทยมีการฟื้นตัวช้าที่สุด จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโตต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด

 

ภาพลักษณ์และความปลอดภัยเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยยังตีโจทย์ไม่แตก อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้อต่อการไปเมืองรอง ประกอบกับปัจจัยค่าเงินที่ทำให้ความคุ้มค่าลดลง

 

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวไทยปี 2026 อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อย จากฐานลูกค้านักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 1

 

อีกทั้งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก เช่น กรุงเทพ ภูเก็ต ชลบุรี จึงครองสัดส่วนรายได้การท่องเที่ยวมากกว่าครึ่ง กรุงเทพฯ มีสัดส่วนรายได้จากท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจจังหวัดมากกว่า 50% ขณะที่ภูเก็ตสูงถึง 89% [1,2] สะท้อนชัดว่าเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการท่องเที่ยว เกือบทั้งหมดของรายได้ส่งผลต่อ GDP ประเทศโดยตรง ทั้งในด้านการจ้างงาน ค้าขาย และการลงทุนในภาคบริการ

 

หากมองจากบริบทนี้ การที่ไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก การมีกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวอย่างการงดจำหน่ายแอลกอฮอล์ก่อน 17.00 น. ซึ่งขัดกับมาตรฐานสากล ที่เมืองท่องเที่ยวใหญ่ในหลายประเทศสามารถให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นมากกว่า

 

คำถามคือ กฎหมายยังตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบันอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็น คอขวดที่ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะในหัวเมืองที่เป็น International Tourism Hub อย่างภูเก็ตและพัทยา

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 2

 

เศรษฐกิจที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมง   

 

ผลสำรวจของ Super Poll ชี้ชัดว่า ประชาชนกว่า 82.1% เห็นด้วยว่าการเปิดขายช่วงบ่ายช่วยสนับสนุนบรรยากาศการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 

 

จากการวิจัยเชิงคุณภาพแบบสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion: FGD) ในหลากหลายอาชีพ ได้แก่ ผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักท่องเที่ยว อาสาสมัครสาธารณสุข และนักวิชาการ  ระบุว่า ผู้ประกอบการเห็นตรงกันว่าช่วงบ่ายคือเวลาที่นักท่องเที่ยวเริ่มออกมาใช้ชีวิต ทั้งพักผ่อนริมชายหาด รับประทานอาหาร และมีความต้องการบริโภคสูง แต่ที่ผ่านมาธุรกิจต้องปฏิเสธลูกค้าด้วยเหตุผลเรื่อง ‘ช่วงเวลา’ สร้างความสับสนและภาพลักษณ์ที่ดูไม่เป็นสากลในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

สิ่งที่สูญเสียไปใน 3 ชั่วโมงนี้ไม่ใช่แค่ยอดขายเครื่องดื่ม แต่คือรายได้ที่ร้านอาหาร โรงแรม และบาร์ไม่สามารถสร้างได้ในช่วงเวลานั้น และส่งผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงผู้ผลิตเครื่องดื่มท้องถิ่น รวมถึงแรงงานในภาคบริการที่สูญเสียโอกาสหารายได้เพิ่ม

 

ขนาดของโอกาสที่หายไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่องมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี เชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ และมีการประเมินว่านโยบายปลดล็อกครั้งนี้อาจทำให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี [3]

 

นี่คือ ‘ข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจ’ ที่ฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ประเทศในสายตาชาวต่างชาติมานานกว่า 50 ปี 

 

ความเสี่ยงทางสังคมไม่รุนแรงอย่างที่กังวล

 

เป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนจะกังวลว่า หากอนุญาตให้ขายแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายได้ อุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้น การทะเลาะวิวาทจะถี่ขึ้น หรือปัญหาสังคมจะตามมา แต่จากผลสำรวจ Super Poll ในช่วงทดลอง 180 วันที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงทางสังคมจากการเปิดขายช่วงบ่ายนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ได้พุ่งสูงหรือรุนแรงอย่างที่กังวลกัน 47.7% ไม่พบปัญหาความปลอดภัยหรือสาธารณสุขเพิ่มขึ้น และ 37.8% พบเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ยืนยันตรงกันว่า ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเหตุความไม่สงบ การทะเลาะวิวาท หรืออุบัติเหตุที่เชื่อมโยงกับการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงบ่ายอย่างชัดเจน เหตุทะเลาะวิวาทส่วนใหญ่ยังคงเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนมากกว่าช่วงบ่าย

 

ความคิดเห็นส่วนใหญ่จากการทำ Focus Group พบว่า ปัญหาทางสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาขาย แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการจำกัดเวลาไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงได้จริง เพราะผู้ดื่มหนักสามารถซื้อสะสมล่วงหน้าได้ ปัญหาจึงมักเกิดจากพฤติกรรมหลังการดื่มมากกว่าเวลาที่ซื้อ การจำกัดเวลาคือการเพียงควบคุมโอกาส แต่การบังคับใช้กฎหมายคือการเข้าไปควบคุมพฤติกรรมจริง

 

ส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ความเข้มงวดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และขาดความต่อเนื่องในการตั้งด่านตรวจหรือตรวจร้านค้า ทำให้ผู้กระทำผิดสามารถคาดการณ์และหลีกเลี่ยงได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าการขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่ายทำให้อุบัติเหตุพุ่งสูงขึ้น แต่ความกังวลในเชิงนโยบายยังมีอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่สม่ำเสมอ 

 

กลุ่มตัวอย่าง 64.4% เสนอให้ ‘มาตรการควบคุมเมาแล้วขับ’ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดหากมีการยกเลิกการห้ามขายช่วงบ่ายถาวร สะท้อนว่าสังคมไม่ได้ต้องการยกเลิกการควบคุม แต่ต้องการควบคุมที่ตรงจุดกว่า นั่นคือคุมที่พฤติกรรมเสี่ยง ไม่ใช่คุมที่ชั่วโมงการขาย

 

ภาพประกอบผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการรื้อกติกาแอลกอฮอล์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 3

 

เปลี่ยนจาก ‘คุมเวลา’ เป็น ‘คุมกฎหมาย’

 

หากพิจารณาจากข้อกังวลทั้งหมดและความคิดเห็นจากผลสำรวจพบว่า แนวทางที่สังคมไทยจะยอมรับได้มากที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านนโยบายสู่รูปแบบ “เสรีภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด” (Regulated liberalization) โดยมองว่านโยบายการจำกัดเวลาขายมีข้อจำกัดในการตอบโจทย์บริบทเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน จึงควรเปลี่ยนจาก ‘จำกัดเวลาขาย’ (Time Control) เป็น ‘กำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย’ (System Control) ที่ชัดเจน 

 

64.5% มองว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น การตรวจอายุผู้ซื้อและการควบคุมเมาแล้วขับ จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าการห้ามขายตามเวลา และ 91.8% เห็นว่าหากรัฐเข้มงวดเรื่องการตรวจอายุคนซื้อ การควบคุมเมาแล้วขับ และบทลงโทษที่ชัดเจน ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งมาตรการห้ามขายช่วงบ่ายอีกต่อไป และกว่า 86% ยอมรับให้ปลดล็อกถาวรได้หากมีการกำกับดูแลที่เหมาะสมที่สำคัญคือ สังคมไม่ได้เรียกร้องให้ออกกฎหมายใหม่ แต่ต้องการให้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ได้จริง อย่างต่อเนื่อง และเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่

 

รายงานฉบับนี้ยังได้เสนอให้ภาครัฐเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความรับผิดชอบร่วมระหว่างร้านค้า ผู้บริโภค และภาครัฐ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัด 17.00 น. ยังสร้างความสับสนให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คุ้นเคยกับบรรทัดฐานสากล ประเทศท่องเที่ยวชั้นนำส่วนใหญ่ไม่มีข้อจำกัดลักษณะนี้ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาถึง การถูกปฏิเสธการสั่งเครื่องดื่มในช่วงบ่ายโดยไม่เข้าใจเหตุผล คือต้นทุนแฝงที่บั่นทอนประสบการณ์และภาพลักษณ์ประเทศ

 

นี่ไม่ใช่การผ่อนให้ดื่มมากขึ้น ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่คือการปฏิรูปกติกาที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

คำถามคือ ไทยพร้อมหรือยังที่จะปฏิรูปกติกานี้? จากผลสำรวจ Super Poll ประชาชนกว่า 81.1% สนับสนุนการปลดล็อกถาวร และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 86% เมื่อมีมาตรการกำกับที่เหมาะสม

 

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องรื้อถอนอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางสมรภูมิการท่องเที่ยวโลกที่ไทยกำลังฟื้นตัวช้ากว่าคู่แข่ง การยกเลิกข้อจำกัดเวลาห้ามขายแอลกอฮอล์ภายใต้การกำกับดูแลเชิงระบบและการบังคับใช้กฎหมาย จะทลายคอขวดทางเศรษฐกิจที่เคยปิดกั้นโอกาส ลดภาวะ Lost Demand ในหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ความเป็นสากลให้การท่องเที่ยวและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกมากขึ้น

 

อ้างอิง

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories