วันนี้ (3 เมษายน) ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุถึงโครงการจัดหา เรือฟริเกต ของกองทัพเรือ ในปีงบประมาณ 2569 ว่า เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
รวมทั้งคำสั่งและมติของคณะรัฐมนตรี ตลอดจนกฎระเบียบของทางราชการที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่กองทัพเรือไทยจะได้รับ และให้สอดคล้องกับความต้องการด้านยุทธการและวัตถุประสงค์การใช้งานของกองทัพเรือ
พล.ร.ต. ปารัช ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560-2580 (ฉบับทบทวน พ.ศ. 2566) ซึ่งกำหนดความต้องการเรือฟริเกตรวม 8 ลำ โดยปัจจุบันมีใช้งานแล้ว 4 ลำ จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบ 3 มิติ ได้แก่ การต่อต้านเรือผิวน้ำ, การปราบเรือดำน้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศ
รวมทั้งรองรับภารกิจทางทหารนอกเหนือจากสงคราม เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลในสถานการณ์ปกติ
พล.ร.ต. ปารัช กล่าวอีกว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 1 ลำ พร้อมระบบ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ การฝึกอบรม การทดสอบทดลอง และการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร โดยกำหนดส่งมอบ ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ วงเงินรวม 17,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (ปีงบประมาณ 2569-2574)
อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือได้นำโครงการจัดหาเรือฟริเกตเข้าร่วมดำเนินการตามแนวทางข้อตกลงคุณธรรม เช่นเดียวกับโครงการจัดหาเรือประเภทอื่นๆ เพื่อป้องกันการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ
โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐผู้ยื่นเสนอราคา และผู้สังเกตการณ์อิสระ ร่วมลงนามยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่ให้หรือรับสินบน และไม่กระทำการฮั้วประมูล ที่มักใช้กับโครงการวงเงินสูงหรือโครงการที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้สังเกตการณ์อิสระจะต้องมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบกระบวนการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ ไปจนถึงขั้นตอนบริหารสัญญาและการส่งมอบงาน
🔴 จาก ‘ถูกตีตก’ สู่ ‘อนุมัติ’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 10 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้อนุมัติงบประมาณให้กองทัพเรือจัดหาเรือฟริเกต มูลค่า 1.75 หมื่นล้านบาท ตามคำขอของกองทัพเรือ ในขณะที่กองทัพเรือขอแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีเดิม ให้อนุมัติหลักการให้กองทัพเรือจัดหาเรือฟริเกตรวมจำนวน 2 ลำ มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท แต่ให้ได้รับงบประมาณก่อนเพียง 1 ลำ
โดยสาเหตุที่ควรจะมีการต่อเรือฟริเกต 2 ลำ เพราะโครงการนี้กองทัพเรือต้องการต่อเรือฟริเกตในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการต่อเรือในประเทศที่ซบเซามานาน
และยิ่งกองทัพเรือกำลังมีวิกฤตการขาดแคลนเรือฟริเกตอย่างหนัก เพราะมีเรือฟริเกตเพียง 3-4 ลำจากจำนวนความต้องการขั้นต่ำสุด 8 ลำ ทำให้การลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการต่อเรือมีความจำเป็นมาก
ดังนั้น กองทัพเรือต้องสร้างความมั่นใจให้รัฐบาลและประชาชนผู้เสียภาษีว่า การต่อเรือฟริเกตจะเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ลำแรก เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการใช้เงินภาษี 1.75 หมื่นล้านบาทอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม โครงการจัดหาเรือฟริเกตเคยถูกตีตกในชั้นกรรมาธิการวิสามัญฯ ในการพิจารณางบประมาณปี 2567 เนื่องจาก อนุ กมธ. มั่นคงฯ มองว่ากองทัพเรือไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดโครงการ และการจัดซื้อจากต่างประเทศได้ชัดเจนเพียงพอ ทำให้อาจเกิดความเสี่ยงเหมือนกรณีเรือดำน้ำ
ภายหลังมีความพยายามจะบรรจุโครงการนี้กลับเข้ามาในงบประมาณปี 2568 อีกครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่สามารถผ่านมติของคณะรัฐมนตรีได้ จนกระทั่งได้รับการพิจารณางบประมาณ 2569
🔴 4 ลำที่มี จากความต้องการ 8 ลำ
สำหรับประเทศไทย กองทัพเรือกำหนดความต้องการขั้นต่ำของเรือฟริเกตที่เพียงพอสำหรับดูแลน่านน้ำที่มีอาณาเขต 3.2 แสนตารางกิโลเมตรไว้ที่ 8 ลำ แต่ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตที่มีขีดความสามารถสูงเพียงพอเพียง 4 ลำ ได้แก่
- เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช: เรือใหม่ที่สุดของกองทัพเรือที่ต่อจากเกาหลีใต้
- เรือหลวงตากสินและเรือหลวงนเรศวร: เป็นเรือฟริเกตที่ต่อจากจีน แต่ภายหลังกองทัพเรือถอดระบบอาวุธของจีนออกและแทนที่ด้วยระบบอาวุธตะวันตกทั้งหมด
- เรือหลวงรัตนโกสินทร์: เป็นเรือแฝดของเรือหลวงสุโขทัย


