วันนี้ (31 มีนาคม) ที่รัฐสภา มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยระบุว่า วุฒิสภามีความพร้อมอย่างเต็มที่ และเตรียมส่งผู้แทนเข้าร่วมหารือกับฝั่งสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพื่อตกลงกรอบเวลาและจำนวนชั่วโมงในการอภิปรายให้เกิดความชัดเจน
สำหรับกรณีที่ฝั่ง สส. มีมติให้สมาชิกจ่ายค่าอาหารเอง พร้อมเสนอให้วุฒิสภาให้ความร่วมมือในแนวทางเดียวกันนั้น มงคล กล่าวยืนยันว่า วุฒิสภาพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เนื่องจากปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงาน ทุกฝ่ายจึงได้หารือกันถึงความจำเป็นในการรัดเข็มขัดและประหยัดงบประมาณให้ได้มากที่สุด
ก่อนหน้านี้ วุฒิสภาได้มีมติชัดเจนในการงดการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศโดยไม่มีความจำเป็นแล้ว ส่วนเรื่องการจัดเลี้ยงอาหารซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภานั้น จะมีการพิจารณาตามความเหมาะสม อะไรที่ประหยัดได้ก็ต้องประหยัด และพร้อมปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกันกับฝั่ง สส.
“สำนึกหนึ่งที่เรามีคือสำนึกในความเป็นคนไทย และสำนึกถึงวิกฤตของประเทศไทย ถ้าประเทศไทยยังตกอยู่ในวิกฤต เราทุกคนต้องให้ความร่วมมือประหยัดงบประมาณให้ได้มากที่สุด จะทำเฉพาะตามความจำเป็นเท่านั้น อะไรที่เสียสละได้ทุกคนต้องเสียสละ” มงคล กล่าวย้ำ
เมื่อสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดเงินสวัสดิการอื่นๆ เช่น ค่าน้ำมันและค่าเดินทาง รวมถึงการลดจำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว. มงคล ระบุว่า เรื่องนี้จะต้องมีการพูดคุยและพิจารณาตามความจำเป็น โดยในส่วนของจำนวนผู้ช่วยนั้น ขอดูแนวทางจากฝั่งสภาผู้แทนราษฎรก่อนเพื่อนำมาหารือร่วมกัน
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภากำลังดำเนินการศึกษาเรื่องการใช้งบประมาณอยู่แล้ว โดยยึดหลักการว่าทุกบาททุกสตางค์ต้องใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนการจะตั้งคณะทำงานร่วมกับฝั่ง สส. หรือแยกกันศึกษานั้น ต้องพิจารณาตามข้อกฎหมายอีกครั้ง
นอกจากนี้ ประธานวุฒิสภาในฐานะกรรมการกองทุนบำนาญของอดีตสมาชิกรัฐสภา ได้ชี้แจงถึงกรณีที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้งบประมาณในส่วนนี้ค่อนข้างสูงว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาในรายละเอียด เนื่องจากยังมีอดีตสมาชิกรัฐสภาอีกหลายท่านที่อยู่ในภาวะเจ็บป่วย ไม่มีรายได้ และไม่สามารถดูแลตนเองได้
มงคล อธิบายเพิ่มเติมว่า งบประมาณของกองทุนดังกล่าวมาจาก 2 ส่วนหลัก คือ การหักเงินค่าตอบแทนของสมาชิกสภาปัจจุบันส่วนหนึ่ง และเงินสมทบจากภาครัฐอีกส่วนหนึ่ง หากจะมีการปรับลดก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อหารือกันอย่างละเอียด พร้อมยืนยันว่าการบริหารจัดการทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เหตุผลและความจำเป็น จะไม่มีการนำเงินไปใช้จ่ายเกินกว่าความจำเป็นอย่างแน่นอน


