หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยอาจยังน่าห่วง เนื่องจากสถาบันการเงินต่างๆ ยังไม่ปล่อยสินเชื่อ เครดิตบูโรเผยยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Pre-emptive Debt Restructuring:DR) ล่าสุดพุ่งแตะ 1.70 ล้านล้านบาทจากระดับ 2.9 แสนล้านในปี 2567 แต่หนี้เสีย (NPL) ยังคงไหลต่อ แตะ 9.75% ของหนี้คงค้างทั้งหมด คิดเป็นมูลหนี้ 1.33 ล้านล้านบาท ในพฤษภาคมปี 2569
วันนี้ (21 กรกฎาคม) สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด กล่าวผ่านแพลตฟอร์ม Facebook โดยระบุว่า ตามข้อมูลหนี้สินครัวเรือน ที่จัดเก็บในระบบเครดิตบูโรที่ไม่มีตัวตนพบว่า ณ พฤษภาคม 2569 สินเชื่อผู้บริโภคโดยรวมทั้งระบบ (Total Consumer Loan) อยู่ที่ 13.64 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพียง 0.6% YoY แต่จำนวนบัญชี 100.28 ล้านบัญชี เติบโตสูงถึง 9.2%YoY
สุรพลกล่าวต่อว่า สาเหตุที่จำนวนบัญชีลูกหนี้เพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) เพิ่มขึ้น 13.8% โดยส่วนหนึ่งมาจากบัญชีสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later:BNPL)
สำหรับด้านคุณภาพพบว่า หนี้เสีย (NPLs) ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน ณ สิ้นพฤษภาคม พบว่า สัดส่วนเพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาส 1 มาหยุดที่ 9.75% ของหนี้คงค้างทั้งหมด คิดเป็น 1.33 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้กำลังจะเสีย (Special Mentioned: SM) ที่ค้างชำระ 31-90 วัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ปีที่แล้วที่ 3.1% มาแตะ 4.3% ของหนี้คงค้างทั้งหมด สะท้อนว่า การค้างชำระแต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ‘เริ่มไม่ไหว’
“SM เพิ่มต่อเนื่องใช่หรือไม่ ควรมีอะไรออกมาช่วยกันตรงนี้อีกไหม หรือท่านจะเฝ้ามองการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึงไปเรื่อยๆ” สุรพลกล่าว
ขณะที่ยอดปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสีย (Trouble Debt Restructure: TDR) ยอดสะสมอยู่ที่ 1.195 ล้านล้านบาท ค่อนข้างคงที่มาตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 1.072 ล้านล้านบาท
ส่วนยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Pre-emptive Debt Restructuring:DR) หรือการป้องกันการไหลไปเป็นหนี้เสีย เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2567 จำนวน 2.91 แสนล้านบาทพุ่งมาเป็น 1.70 ล้านล้านบาทในพฤษภาคมปี 2569
ดังนั้นสุรพลจึงตั้งข้อสังเกตต่อว่า ทั้งๆ ที่มีการทำปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR) มากระดับนี้ แต่หนี้กำลังจะเสีย (SM) ก็กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
เปิดปมสัดส่วนหนี้ครัวเรือนลด แค่ภาพลวงตา
สุรพลยังเปิดสาเหตุที่ทำให้แบงก์ปล่อยสินเชื่อไม่ได้ โดยอธิบายว่า การทำ TDR และ DR ในทุกกรณีจะมีการกำหนดให้มีข้อมูลวันที่ทำการปรับโครงสร้างหนี้ และนับจากวันดังกล่าวไปเป็นระยะเวลา 6 เดือน 12 เดือน 18 เดือน ลูกหนี้ต้องแสดงความสามารถในการชำระหนี้ตามสัญญาของ TDR และ DRให้ได้ทุกประการ จึงจะมีคุณสมบัติยื่นขอสินเชื่อได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังกติกาหนึ่งที่ถูกยกระดับเงียบๆในช่วงปลายปี 2566 คือ Significant In Credit Risk หรือ SICR ที่ระบุว่า เมื่อบัญชีสินเชื่อใดก็ตาม ค้างชำระเกิน 30 วันหรือค้างตั้งแต่ 31 วันขึ้นไปจะต้องถูกจัดชั้นเป็น SM บัญชีนั้นๆ จึงต้องทำ DR เมื่อทำ DR ก็ต้องมีระยะดูใจ ต้องรอจึงจะขอกู้ใหม่ได้ แผลของลูกหนี้ยังสดอยู่ วนกันไป สินเชื่อจึงไม่โต
ดังนั้น สุรพลกล่าวอีกว่า ท่ามกลางปัญหาต่างๆ ดังนั้นการที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปีเหลือ 85.9% ณ ไตรมาส 1 ปีนี้จึงไม่ใช่สัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้น
“สินเชื่อไม่โตแบบจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อ GDP โต 2% ก็ทำให้หนี้ครัวเรือนหารด้วย GDP ทำให้ตัวเลขดีขึ้นเข้าใกล้เป้าหมายไม่เกิน 80% การตีกลองยกใหญ่ว่า ดีขึ้นแล้ว คือ การส่องกระจกหลอกตัวเองทั้งๆ ที่รู้ว่าอะไรคือความจริง” สุรพลกล่าว

