×

เครดิตบูโรเปิดปม ยอดปรับโครงสร้างหนี้พุ่ง แต่หนี้เสียยังเพิ่ม สะท้อนแม้หนี้ครัวเรือนลด แต่สถานการณ์ยังน่าห่วง?

21.07.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงยอดปรับโครงสร้างหนี้และหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น พร้อมข้อความสรุปสถานการณ์หนี้ครัวเรือน

หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยอาจยังน่าห่วง เนื่องจากสถาบันการเงินต่างๆ ยังไม่ปล่อยสินเชื่อ เครดิตบูโรเผยยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Pre-emptive Debt Restructuring:DR) ล่าสุดพุ่งแตะ 1.70 ล้านล้านบาทจากระดับ 2.9 แสนล้านในปี 2567 ​แต่หนี้เสีย (NPL) ยังคงไหลต่อ แตะ 9.75% ของหนี้คงค้างทั้งหมด คิดเป็น​มูลหนี้ 1.33 ล้านล้านบาท ​ในพฤษภาคมปี 2569

 

วันนี้ (21 กรกฎาคม) สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด กล่าวผ่านแพลตฟอร์ม Facebook โดยระบุว่า ตามข้อมูลหนี้สินครัวเรือน ที่จัดเก็บในระบบเครดิตบูโรที่ไม่มีตัวตนพบว่า ณ พฤษภา​คม​ 2569​ สินเชื่อผู้บริโภคโดยรวมทั้งระบบ (Total Consumer Loan) อยู่ที่ 13.64 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพียง​ 0.6% YoY​ แต่จำนวนบัญชี​ 100.28 ล้านบัญชี เติบโตสูงถึง​ 9.2%YoY

 

สุรพลกล่าวต่อว่า สาเหตุที่จำนวนบัญชี​ลูกหนี้เพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) เพิ่มขึ้น 13.8% โดยส่วนหนึ่งมาจากบัญชีสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง​ (Buy Now Pay Later:BNPL)

 

สำหรับด้านคุณภาพพบว่า หนี้เสีย ​(NPLs) ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน ณ​ สิ้นพฤษภาคม พบว่า​ สัดส่วนเพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาส 1 มาหยุดที่​ 9.75% ของหนี้คงค้างทั้งหมด คิดเป็น​ 1.33 ล้านล้านบาท​ ขณะที่หนี้กำลังจะเสีย (Special Mentioned: SM) ที่ค้างชำระ 31-90 วัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ปีที่แล้วที่​ 3.1% มาแตะ 4.3% ของหนี้คงค้างทั้งหมด สะท้อนว่า การค้างชำระแต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ‘เริ่มไม่ไหว’

 

“SM​ เพิ่มต่อเนื่องใช่หรือไม่​ ควรมีอะไรออกมาช่วยกัน​ตรงนี้อีกไหม หรือท่านจะเฝ้ามองการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึงไปเรื่อยๆ” สุรพลกล่าว

 

ขณะที่ยอดปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสีย (Trouble Debt Restructure: TDR) ยอดสะสมอยู่ที่ 1.195 ล้านล้านบาท​ ค่อนข้างคงที่มาตั้งแต่​ไตรมาสแรกปี​ 2567​ ซึ่งอยู่ที่​ 1.072 ล้านล้านบาท

 

ส่วนยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Pre-emptive Debt Restructuring:DR) หรือการป้องกันการไหลไปเป็นหนี้เสีย เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2567​ จำนวน​ 2.91 แสนล้านบาทพุ่งมาเป็น​ 1.70 ล้านล้านบาทในพฤษภาคมปี 2569​

 

ดังนั้นสุรพลจึงตั้งข้อสังเกตต่อว่า ทั้งๆ ที่มีการทำปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน​ (DR) มากระดับนี้​ แต่หนี้กำลังจะเสีย (SM) ก็กลับมีแนวโน้ม​เพิ่มขึ้น

 

เปิดปมสัดส่วนหนี้ครัวเรือนลด แค่ภาพลวงตา

 

สุรพลยังเปิดสาเหตุที่ทำให้แบงก์ปล่อยสินเชื่อไม่ได้ โดยอธิบายว่า การทำ​ TDR และ DR ในทุกกรณี​จะมีการกำหนดให้มีข้อมูล​วันที่ทำการปรับโครงสร้างหนี้​ และนับจากวันดังกล่าวไปเป็นระยะเวลา​ 6 เดือน​ 12 เดือน​ 18 เดือน​ ลูกหนี้ต้องแสดงความสามารถในการชำระหนี้ตามสัญญาของ​ TDR และ DR​ให้ได้ทุกประการ​ จึงจะมีคุณสมบัติ​ยื่นขอสินเชื่อได้อีกครั้ง​

 

นอกจากนี้ ยังกติกาหนึ่งที่ถูกยกระดับเงียบๆในช่วงปลายปี​ 2566 คือ​ Significant In Credit Risk หรือ SICR ที่ระบุว่า เมื่อบัญชีสินเชื่อใดก็ตาม ค้างชำระเกิน 30 วันหรือค้างตั้งแต่​ 31 วันขึ้นไปจะต้องถูกจัดชั้นเป็น​ SM บัญชีนั้นๆ จึงต้องทำ​ DR เมื่อทำ​ DR ก็ต้องมีระยะดูใจ​ ต้องรอ​จึงจะขอกู้ใหม่ได้ แผลของลูกหนี้ยังสดอยู่​ วนกันไป สินเชื่อจึงไม่โต

 

ดังนั้น สุรพลกล่าวอีกว่า ท่ามกลางปัญหาต่างๆ ดังนั้นการที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปีเหลือ 85.9% ณ ไตรมาส 1 ปีนี้จึงไม่ใช่สัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้น

 

“สินเชื่อไม่โต​แบบจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อ​ GDP​ โต​ 2% ก็ทำให้หนี้ครัวเรือนหารด้วย​ GDP ทำให้ตัวเลขดีขึ้น​เข้าใกล้เป้าหมาย​ไม่เกิน​ 80% การตีกลอง​ยกใหญ่ว่า ดีขึ้นแล้ว คือ การส่องกระจกหลอกตัวเองทั้งๆ ที่รู้ว่าอะไรคือความจริง” สุรพลกล่าว

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories