วานนี้ (27 มีนาคม) จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างปรับปรุงสวนลุมพินี (สะพานเขียว) เขตปทุมวัน อย่างต่อเนื่องจากการลงพื้นที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังรายงานผลการดำเนินงานและเร่งรัดการก่อสร้างจากบริษัท ศิริเลิศ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้รับจ้างโครงการ
สำหรับโครงการปรับปรุงสะพานเขียวแห่งนี้ มีกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 360 วัน (สิ้นสุดสัญญา 11 พฤษภาคม 2569) ครอบคลุมตั้งแต่งานรื้อถอนอาคารสถานีวิทยุเดิม งานก่อสร้างทางเชื่อมสะพานเขียวระยะทาง 250 เมตร งานปรับปรุงอาคารสาธารณูปโภค ตลอดจนงานปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ
ซึ่งจากการติดตามประเมินผลล่าสุดพบว่า ภาพรวมโครงการมีความคืบหน้าด้านงานก่อสร้างอยู่ที่ร้อยละ 73.94 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังคงล่าช้ากว่าแผนงานเป้าหมายที่ตั้งไว้ร้อยละ 83.91 หรือคิดเป็นความล่าช้าสะสมที่ร้อยละ 9.97
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนดนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานในปัจจุบัน โดยปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในบางช่วงเวลา ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์ ทำให้การขนส่งวัสดุก่อสร้างสะดุด และเครื่องจักรกลหนักหน้างานไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มกำลัง
นอกจากนี้ ภาวะขาดแคลนเคมีภัณฑ์ปิโตรเลียมและสีในตลาดยังส่งผลให้ระยะเวลาในการสั่งซื้อวัตถุดิบยาวนานกว่าปกติ จนกระทบต่อห่วงโซ่การก่อสร้างทั้งระบบ
เพื่อบรรเทาผลกระทบและผลักดันให้งานเดินหน้าต่อ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กำชับให้สำนักสิ่งแวดล้อมและบริษัทผู้รับจ้างร่วมกันบริหารจัดการความเสี่ยง โดยให้เร่งดำเนินการก่อสร้างในส่วนพื้นที่ที่สามารถทำได้ก่อน ควบคู่ไปกับการเบิกจ่ายและจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ใส่ใจรายละเอียดการปรับปรุงภูมิทัศน์ใต้สะพานให้ร่มรื่น และดูแลระบบหมุนเวียนน้ำในสวนให้ถ่ายเทได้ดีอยู่เสมอ
ทั้งนี้ ทางผู้รับจ้างได้ประเมินสถานการณ์ล่าสุดและคาดการณ์ว่า จะสามารถเร่งรัดงานจนเปิดใช้งานทางเชื่อมได้อย่างไม่เป็นทางการ ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นี้
เมื่อโครงการก่อสร้างปรับปรุงสะพานเขียวแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามมาตรฐานความปลอดภัย จะถือเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานคร โดยจะทำหน้าที่เป็นเส้นทางยกระดับที่เชื่อมต่อระหว่าง สวนลุมพินี และ สวนเบญจกิติ เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเดินทางสัญจร และวิ่งออกกำลังกายข้ามพื้นที่ปอดขนาดใหญ่ทั้งสองแห่งของเมืองหลวงได้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และไร้รอยต่อ


