สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ที่นำมาซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งพลังงานโลก กำลังกลายเป็นบทเรียนสำคัญแก่หลายประเทศรวมถึงไทย ที่เผชิญความเสี่ยงรุนแรงจากวิกฤตพลังงาน เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าทั้งน้ำมันและก๊าซจากหลายประเทศตะวันออกกลางมายาวนาน
ในปี 2025 ไทยมีการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนถึง 92% หรือประมาณ 9.7 แสนล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมาจากตะวันออกกลางมากที่สุด 53% และนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลาง 1,230 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็น 27% ของแหล่งก๊าซทั้งหมด โดยยังผลิตได้เองในประเทศ 64% และนำเข้าจากเมียนมา 1%
ในภาพรวม โครงสร้างพลังงานของไทย หลักๆ ยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งน้ำมัน ก๊าซและถ่านหิน โดยการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่การคมนาคมและขนส่งยังขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเป็นหลัก
สงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ยังนำมาซึ่งคำถามใหญ่ คือการ ‘ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของไทย’ เพื่อรับมือและป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานในอนาคต โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ‘ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล’
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ทางออก คือการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาด และปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมี ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างพลังงานใหม่ของประเทศด้วย
โครงสร้างพลังงานไทยวันนี้ เปราะบางแค่ไหน?
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวอย่างตรองไปตรงมาว่า โครงสร้างพลังงานของไทยในปัจจุบันมีความ ‘เปราะบางค่อนข้างสูง’ สาเหตุจาก 2 ปัจจัย คือ
1.ไทยต้องอาศัยเชื้อเพลิงฟอสซิลในอัตราที่สูงถึง 70-80% และเชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านี้เกินกว่าครึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
2.เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ทำให้การใช้พลังงานส่วนใหญ่ของประเทศไทย เป็นเชื้อเพลิงที่ก่อมลภาวะ และสร้างความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ
ประเทศไทยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน โดยก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไทยใช้มากที่สุด ซึ่งมีทั้งก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย และก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าผ่านท่อจากเมียนมา ตลอดจนก๊าซ LNG ที่นำเข้าจากทั้งตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่น
ส่วนน้ำมัน ที่ผ่านมาไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก หรือประมาณ 9.8 แสนบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากแหล่งผลิตในประเทศสามารถผลิตน้ำมันดิบได้เพียงประมาณ 152,000 บาร์เรลต่อวัน หรือครอบคลุมเพียง 10-20% ของความต้องการทั้งประเทศ โดยแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบที่สำคัญ ได้แก่ ตะวันออกกลาง ราว 57% เอเชียแปซิฟิก ราว 19% และประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ลิเบีย ออสเตรเลีย อีกประมาณ 24%
ส่วนเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทที่ 3 คือ ถ่านหิน พบว่าถ่านหินที่ใช้ในไทย จำนวนมากเป็นถ่านหินในประเทศที่มีคุณภาพต่ำ และมีกำมะถันค่อนข้างสูง ซึ่งการเผาจะก่อให้เกิดมลพิษ ทั้งก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ยังมีการใช้ถ่านหินนำเข้า ซึ่งเป็นถ่านหินที่มีคุณภาพดีกว่าในประเทศ โดยแม้จะก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน แต่ก็เกิดฝุ่นและกำมะถันที่น้อยกว่า
ทั้งนี้ ความเปราะบางหรือความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดจากการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ เช่น กรณีที่อิหร่านทำการโจมตีตอบโต้ไปยังนิคมอุตสาหกรรมราส ลาฟฟาน (Ras Laffan) โรงงานผลิตและแปรรูปก๊าซ LNG ขนาดใหญ่ของกาตาร์ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตก๊าซ LNG และกระทบต่อไทยที่มีการนำเข้าก๊าซ LNG จากกาตาร์เป็นแหล่งใหญ่สุด โดยมีสัดส่วนการนำเข้าสะสมสูงถึง 42.69% ของปริมาณการนำเข้า LNG ทั้งหมดตลอด 13 ปีที่ผ่านมา
โครงสร้างพลังงานใหม่ ควรมีอะไรบ้าง?
ศ.ดร.พรายพล ชี้ว่า ในภาพใหญ่ โครงสร้างพลังงานใหม่ของไทยจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างแน่นอน เพราะอยู่ในแผนการปรับเปลี่ยน ที่เรียกว่า ‘แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ระหว่างปี 2026-2050 ซึ่งคาดว่าจะจัดทำเสร็จในช่วงเดือนพฤษภาคม ก่อนที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณาตามขั้นตอน ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้
ทิศทางของแผน PDP ฉบับใหม่ที่ขยายระยะเวลาจาก 20 ปี เป็น 25 ปี จะมุ่งเน้นการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และหันไปใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสอดรับกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050
ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัยก็มีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ให้ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ก๊าซธรรมชาติกับถ่านหิน ซึ่งศ.ดร.พรายพล เผยว่า สามารถลดลงไปได้ระดับหนึ่งแล้ว และคาดว่าในอีก 10 ปีขึ้นไป เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะถ่านหินที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจะมีสัดส่วนลดลง จนกระทั่งไม่ถึงครึ่งของการผลิตไฟฟ้า
“หมายความว่าในประมาณสัก 10 กว่าปีถึง 20 ปีข้างหน้าเนี่ย เราก็จะเห็นเชื้อเพลิงสะอาดเอาเข้ามาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ รวมกันทั้งหมดเนี่ยใช้ได้ประมาณครึ่งหนึ่งของเชื้อเพลิงที่เราใช้ในการผลิตไฟฟ้า อันนี้ก็จะเป็นแนวทางที่มีการวางแผนทำอย่างแน่นอน”
ศ.ดร.พรายพล ชี้ว่า สงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ยังเป็นแรงกระตุ้นให้ไทยยิ่งต้องเร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนให้เร็วมากขึ้น และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลให้น้อยลงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมไปถึงการใช้พลังงานในยานพาหนะ เช่น การใช้รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ และรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันก็มีความนิยมมากขึ้น แต่ยังไม่มากพอหากมองจากสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน และภาครัฐจะต้องมีการสนับสนุนให้เพิ่มการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่านี้ โดยในอนาคตอาจสนับสนุนให้มีการใช้รถบรรทุกหรือรถกระบะที่เป็นไฟฟ้าด้วย
สำหรับพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามาแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น หลักๆ ควรเป็นพลังงานที่สามารถผลิตได้เองในประเทศ โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ ซึ่งแม้ว่าแผงโซลาร์เซลล์ จะยังคงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่เมื่อมีการติดตั้งแล้วก็แทบจะไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงนำเข้า และอาศัยเพียงแสงแดดจากดวงอาทิตย์
นอกจากนี้ ยังมีพลังงานหมุนเวียนอีกหลายอย่าง ที่สะอาด ไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก อาทิ
- พลังงานลม ซึ่งในไทยยังไม่ค่อยถูกใช้ประโยชน์มากนัก
- พลังงานชีวมวล (Biomass Energy) ที่ได้มาจากการแปรรูปวัสดุอินทรีย์ต่างๆ เช่น เศษไม้ กากอ้อย เหง้ามันสำปะหลัง ซากพืช ซากสัตว์ หรือเศษอาหาร
- เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) หรือพลังงานที่ได้มาจากผลิตผลทางการเกษตร เช่น น้ำตาลที่ผลิตเป็นเอทานอล หรือน้ำมันปาล์มที่ผลิตเป็นไบโอดีเซล
นอกจากนี้ยังมีพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen) โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียวที่ผลิตมาจากการแยกโมเลกุลของน้ำออกเป็นไฮโดรเจน โดยใช้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งหลายประเทศก็เริ่มใช้แล้ว และไทยเองก็มีแผนที่จะเริ่มใช้ ด้วยการเอาไฮโดรเจนมาผสมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อที่จะผลิตไฟฟ้า
โดยในอนาคต หากสามารถที่จะผลิตหรือซื้อไฮโดรเจนสีเขียวได้ในราคาและต้นทุนที่ต่ำลง ก็จะสามารถใช้พลังงานไฮโดรเจน ไม่ใช่แค่การผลิตไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ หรือใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญได้ แต่คงต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกเป็น 10 ปีขึ้นไป
อีกพลังงานที่จะช่วยให้ไทยสามารถลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า คือการนำเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) เข้ามาใช้ในอนาคต ซึ่งอยู่ในแผน PDP ฉบับใหม่เช่นกัน
โดยภาพจำของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สำหรับหลายประเทศ อาจจะดูเป็นเทคโนโลยีที่อันตรายและมีความเสี่ยง แต่เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แบบ SMR นั้นมีขนาดเล็กจึงสามารถทำให้มีความปลอดภัยได้มากขึ้นมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ และหาทำเลที่ตั้งได้ง่ายกว่า อีกทั้งยังใช้งานได้หลากหลายกว่า คือไม่ใช่แค่ผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเป็นโรงผลิตไอน้ำซึ่งจะเป็นประโยชน์กับโรงงานอุตสาหกรรม หรือใช้ในการกลั่นน้ำทะเลให้เป็นน้ำดื่มได้ด้วย
ความท้าทายของแผน PDP และสิ่งที่ต้องเร่งทำในระยะสั้น
ศ.ดร.พรายพล ยืนยันว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กนั้น จำเป็นอย่างยิ่งต่อแผนปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของไทย เนื่องจากการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว ไม่อาจทำให้พลังงานของไทยมีความเสถียร ถึงแม้จะมีแบตเตอรีที่สามารถใช้ควบคู่กันไปได้ แต่ความเสถียรของการผลิตพลังงานยังสู้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้
ในระยะสั้น เขามองว่าสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานและภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือการให้ความรู้ ให้ข้อมูล และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีประโยชน์ในหลายด้านอย่างที่ระบุไปข้างต้น
นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินหน้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานและสนับสนุนการใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก คือ ‘ความมุ่งมั่นทางการเมือง’ โดยหากรัฐบาลไม่สามารถที่จะผลักดันเรื่องเหล่านี้ได้ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานสะอาดและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็จะทำได้ยาก
“มันจะทำได้ยาก เพราะว่าต้องการผู้นำภาครัฐที่หนักแน่น และต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าทำไปก็เลิกหรือขอหยุดอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ถ้าเป็นแบบนั้น เราก็จะบรรลุผลสำเร็จได้ช้า หรืออาจจะไม่ประสบผลสำเร็จเลยก็ว่าได้ และไทยก็จะต้องมาเผชิญกับปัญหาจากการพึ่งพาน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตะวันออกกลาง อยู่เนือง ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย” ศ.ดร.พรายพล กล่าว
เทียบโมเดลต่างประเทศ
สำหรับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านในอาเซียน ต่างก็มีแนวทางในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานที่น่าสนใจ
ศ.ดร.พรายพล ชี้ว่า “จริง ๆ แล้วหลายประเทศก็มุ่งไปสู่ทิศทางที่ประเทศไทยกำลังมุ่งไป คล้ายๆ กัน คือพยายามที่จะพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy ) โดยเฉพาะยิ่งทางด้านพลังงานที่มุ่งไปสู่พลังงานสะอาด และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
“มาเลเซียก็มีแผนที่จะทำเช่นนี้ สิงคโปร์นี่ยิ่งมุ่งไปทางด้านนี้ค่อนข้างมากและรวดเร็วเลย เวียดนามเองก็เช่นเดียวกัน กำลังมุ่งไปสู่ทิศทางพลังงานสะอาด ถึงแม้จะมีการใช้ถ่านหินอยู่ค่อนข้างมาก” เขากล่าว และชี้ว่า เวียดนามตอนนี้กำลังวางแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยอาศัยเทคโนโลยีจากรัสเซีย
กลไกอาเซียนรับมือวิกฤตพลังงาน
อีกแนวทางที่น่าสนใจคือการจับมือกันในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในอนาคต
โดย ศ.ดร.พรายพล มองว่า หากประเทศในภูมิภาคอาเซียนสามารถร่วมมือกันได้ ก็จะได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย เช่น การสร้างอาเซียนกริด (ASEAN Grid) หรือโครงข่ายไฟฟ้าที่ครอบคลุมหลายๆ ประเทศในอาเซียน เพื่อที่จะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกัน
“ในแต่ละช่วงเวลา บางประเทศจะมีไฟฟ้าเหลือ ก็ขายให้กับอีกประเทศหนึ่งซึ่งมีไฟฟ้าขาดอยู่ อย่างนี้เป็นต้น มันก็จะเป็นการช่วยกัน ทำให้ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพมากขึ้น”
เขายกตัวอย่าง เช่น ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ สปป.ลาว คือไทยซื้อไฟฟ้าจากลาว ซึ่งเป็นไฟฟ้าที่ผลิตจากเขื่อนจำนวนมาก แต่ในบางจุดของลาว ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาเยอะ ทำให้มีพื้นที่ห่างไกลที่สายไฟฟ้าแรงสูงไปไม่ถึง ก็จะมีการซื้อไฟฟ้าจากฝั่งไทยที่มีโครงข่ายส่งไฟฟ้าค่อนข้างจะครอบคลุมและมีพรมแดนบางจุดติดกับลาว


