×

วิกฤตปุ๋ยเคมีขาดแคลน กระทบความมั่นคงทางอาหารไทยแค่ไหน? ในวันที่ไทยผลิตปุ๋ยเองไม่ได้

23.03.2026
  • LOADING...
ภาพตลาดน้ำดำเนินสะดวก พร้อมข้อความบนภาพและโลโก้ WEALTH IN DEPTH สื่อถึงวิกฤตปุ๋ยเคมีขาดแคลนและผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารไทย

ท่ามกลางความกังวล ‘ปุ๋ยเคมี’ ขาดแคลนโดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมี จากตะวันออกกลางมากถึง 40% แม้กระทรวงพาณิชย์จะออกมายืนยันว่า ไทยมีสต็อกปุ๋ยเคมีกว่า 1.52 ล้านตัน และปุ๋ยยูเรียรวมกว่า 8.5 ล้านกระสอบ (รวมที่นำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย) ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร ถึงเดือนสิงหาคม 2569 และสามารถตรึงราคาไปได้อีก 2-3 เดือน ท่ามกลางราคาปุ๋ยในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

แต่ล่าสุดร้านค้าหลายพื้นที่ เริ่มขาดแคลนปุ๋ยเคมี เนื่องจากผู้ค้าส่งปุ๋ยรายใหญ่ บางเจ้าประกาศปิดรับออเดอร์ชั่วคราว เพราะไม่สามารถจัดหาสต็อกปุ๋ยมาเพิ่มได้

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ จนทำให้การขนส่งปุ๋ยเคมีต้องชะลอออกไปอีกหลายเดือน ประเทศไทยจะสามารถรับมือปุ๋ยขาดแคลนได้แค่ไหน? ในช่วงฤดูกาลทำนาปีที่ใกล้จะถึงในเดือนพฤษภาคมนี้ เมื่อผลผลิตทางการเกษตรลดลง จะลามกระทบความมั่นคงทางอาหารในประเทศหรือไม่?

 

ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ไทยยังมีความได้เปรียบ ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร โดยมีผลผลิตทางการเกษตรส่วนเกิน (Excess Supply) อยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ สามารถผลิตอาหารได้มากกว่าปริมาณการบริโภคในประเทศ จนสามารถส่งออก สินค้าอย่างข้าว ผัก และผลไม้ได้

 

ดังนั้นหากเกิดปัญหาติดขัดการนำเข้าปุ๋ย จนทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรจะลดลงตามไปด้วย แต่ผลผลิตที่ลดลงจะไม่รุนแรง ถึงขั้นกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงทางอาหาร เพื่อการบริโภคในประเทศ

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันไทย ‘นำเข้า’ ปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลาง เป็นสัดส่วนประมาณ 40% โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่เป็นธาตุอาหารสำคัญในการปลูกข้าว ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย

 

เหตุผลที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ เพราะไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไม่เพียงพอที่จะสังเคราะห์แอมโมเนียเพื่อผลิตปุ๋ยยูเรีย ทำให้ต้นทุนการผลิตปุ๋ยในประเทศแพงกว่าการนำเข้า โรงงานผลิตปุ๋ยในประเทศจึงต้องปิดตัวลง เพราะแข่งขันราคาไม่ไหว

 

สำหรับโอกาสที่ปุ๋ยจะขาดแคลน ราคาแพงจนถึงขั้นวิกฤตนั้น ดร. นิพนธ์ ประเมินว่า ไทยมีความเสี่ยงน้อย เนื่องจากประเทศไทยสามารถเจรจานำเข้าปุ๋ยเคมี จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย บรูไน ซึ่งมีการผลิตปุ๋ยส่วนเกิน รวมทั้งมีโอกาสหันมานำเข้าปุ๋ยเคมีจากรัสเซียเพิ่ม

 

แต่สำหรับจีนซึ่งเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยเคมีรายใหญ่อันดับสองของโลก ถ้าไทยจะหวังพึ่งพาการนำเข้าตอนนี้ น่าจะเจรจาลำบาก เนื่องจากจีนจำกัดการส่งออกปุ๋ยเคมีเน้นผลิตเพื่อใช้ในประเทศ เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร

 

“กรณีขาดแคลนปุ๋ย ไทยมีความเสี่ยงต่ำ ถ้าสงครามไม่ยืดเยื้อยาวนานเกิน 3 เดือน เพราะยังสามารถนำเข้าจากเพื่อนบ้านได้อยู่ ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ปัจจัยด้านระยะเวลา

 

แต่ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันด้วยว่าจะปรับขึ้นไปเท่าไร ถ้าราคาทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 130-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้ราคาปุ๋ยแพงจนเกษตรกรเดือดร้อน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่”

 

ด้านกระทรวงพาณิชย์ที่ออกมาอัปเดตสถานการณ์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่า ไทยมีสต็อกปุ๋ยเคมีสำรองทั้งในโรงงาน และคลังสินค้าเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม

 

ดร. นิพนธ์ ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันไทยมีสต็อกปุ๋ยเพียงพอ แต่ก็มีความเสี่ยงที่ปุ๋ยจะหมดสต็อกก่อนกำหนด เพราะชาวนาปลูกข้าวทุกเดือน แต่ละเดือนปริมาณมากน้อยต่างกัน เมื่อเทียบกับในอดีตที่ปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง

 

พื้นที่เกษตรน้อย ทำแล้วไม่คุ้มทุน ฉุดผลผลิตตกต่ำ

 

แม้ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดวิกฤตขาดแคลนอาหาร เนื่องจากข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ ดั่งสุภาษิต ‘ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว’ ทำให้มีผลผลิตทางการเกษตร บริโภคเพียงพอตลอดทั้งปี แต่เมื่อดูดัชนีความมั่นคงทางอาหาร (Global Food Security Index: GFSI) ล่าสุดปี 2655 พบว่า ไทยตกอันดับมาอยู่ที่ 64 ของโลกจากทั้งหมด 113 ประเทศ ร่วงลง 13 อันดับจากปี 2564 ซึ่งอยู่อันดับที่ 51

 

ดร. นิพนธ์ อธิบายว่า มีสาเหตุมาจากผลผลิตทางการเกษตรเฉลี่ยต่อไร่ต่ำลง แข่งขันด้านราคาไม่ได้ ทำให้ส่วนแบ่งสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกลดลงไปด้วย ปัญหาใหญ่คือ เกษตรกรไทยถือครองที่ดินทำการเกษตรลดลง เหลือประมาณ 20 ไร่ต่อครัวเรือน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ การทำเกษตรกรรมในปัจจุบัน จึงไม่คุ้มทุนไม่มีใครอยากสานต่อ

 

ยกตัวอย่างเช่น การทำนาปรังในภาคกลาง บนพื้นที่ 20 ไร่ ได้กำไรสุทธิไร่ละ 2,000 บาท 1 ปีทำนาสองครั้ง มีรายได้แค่ 80,000 บาท ซึ่งเป็นระดับที่อยู่ไม่ได้

 

ทั้งนี้ พื้นที่ทำการเกษตรต่อครัวเรือนที่น้อยลง เป็นผลมาจากการแบ่งมรดกที่ดินในครอบครัว ที่แบ่งพื้นที่ถี่ขึ้น เพื่อเก็บที่ไว้ขายเก็งกำไรหรือปล่อยให้เช่าพื้นที่ ซึ่งให้ผลตอบแทนคุ้มค่า กว่าการทำการเกษตรด้วยตัวเอง

 

เปิดแผนรับมือวิกฤตอาหารอาเซียน ในวันที่ปุ๋ยขาดตลาด

 

ด้าน ดร.ปิติ ศรีแสงนาม รองศาสตราจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองต่อแนวทางเตรียมพร้อมรับมือ ‘วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร’ ภายในประเทศ สมาชิกอาเซียน ดังนี้

 

ดร.ปิติ มองว่า ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลกระทบเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่สู่วิกฤตอาหารโลก ซึ่งความมั่นคงทางอาหารถือเป็น ‘จุดตาย’ ของเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากอาเซียนเป็นทั้งผู้ผลิตและส่งออกข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรชั้นนำ (ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย) แต่กลับพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก

 

เมื่อสงครามทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในตะวันออกกลางเป็นอัมพาต ราคาปุ๋ยเคมี จะแพงจนเกษตรกรรายย่อยเข้าไม่ถึง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา

 

  • ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ พืชผลไม่เติบโตตามเป้าหมาย ปริมาณอาหาร ในตลาดลดลงอย่างรวดเร็ว
  • การระงับการส่งออก รัฐบาลในอาเซียนจะเริ่มตื่นตระหนกและงัดมาตรการ ห้ามส่งออกข้าว และสินค้าเกษตรเพื่อกักตุนไว้บริโภคในประเทศ (Food Nationalism) ซึ่งจะนำไปสู่การขาดแคลนอาหารในระดับภูมิภาคและระดับโลก
  • วิกฤตเงินเฟ้อด้านอาหาร (Food Inflation) ราคาอาหารพื้นฐานจะพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนระดับฐานราก ซึ่งอาจจุดชนวนให้เกิดความ ไม่สงบทางการเมือง (Political Unrest) ในหลายรัฐสมาชิก

 

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการด้านความมั่นคงทางอาหาร

 

  • ยกระดับกลไก AFSIS และ APTERR อาเซียนต้องเปิดใช้งานระบบข้อมูล ความมั่นคงทางอาหารแห่งอาเซียน (ASEAN Food Security Information System: AFSIS) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อติดตามสต็อก อาหารและปุ๋ยแบบ Real-time และเตรียมพร้อมกลไกองค์กรสำรอง ข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve: APTERR) เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน
  • การจัดหาปุ๋ยและวัตถุดิบร่วมกันระดับภูมิภาค (Regional Fertilizer Pool): อาเซียนต้องรวมตัวกันเพื่อเจรจาซื้อแร่โพแทช (Potash) จากแคนาดา หรือปุ๋ยจากแหล่งอื่นนอกพื้นที่สงคราม ในขณะเดียวกันต้องเร่งหา แหล่งนำเข้ากำมะถัน เพื่อป้อนโรงงานผลิตปุ๋ยภายในภูมิภาค
  • วาระแห่งชาติเรื่องปุ๋ยอินทรีย์และเศรษฐกิจ BCG: เร่งผลักดันการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ และการเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อลดการพึ่งพา สารเคมีนำเข้าจากตะวันออกกลางในระยะยาว นี่คือโอกาสที่อาเซียน จะปรับโครงสร้างการเกษตรสู่ความยั่งยืน

 

ภาพ: nattapan72 / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories