ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ยกระดับขึ้นเป็นการโจมตีแหล่งพลังงานโดยตรง โดยเริ่มต้นจากการที่อิสราเอลเข้าโจมตีแหล่งก๊าซของอิหร่าน และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งก๊าซลาฟาน (Laffan) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของโลก การโจมตีครั้งนี้ทำให้กำลังการส่งออก LNG หายไปถึง 13 ล้านตัน หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของการส่งออก
ประเด็นสำคัญ
สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department, InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุ ถึงผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่อเศรษฐกิจไทยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ยกระดับขึ้นเป็นการโจมตีแหล่งพลังงานโดยตรง โดยเริ่มต้นจากการที่อิสราเอลเข้าโจมตีแหล่งก๊าซของอิหร่าน และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งก๊าซลาฟาน (Laffan) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของโลก การโจมตีครั้งนี้ทำให้กำลังการส่งออก LNG หายไปถึง 13 ล้านตัน หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของการส่งออก
สิ่งที่น่ากังวลคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก และอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมยาวนานถึง 3-5 ปี ผลกระทบที่ตามมาคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 50% จากปัจจัยด้านพรีเมียมความเสี่ยงและภาวะชะงักงัน (Disruption) ขณะที่ราคาก๊าซปรับตัวขึ้นแรงกว่าถึง 100%
โดยราคา LNG ในฝั่งเอเชีย (JKM) พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 22 ดอลลาร์ต่อ MMBtu (บวกขึ้นมาถึง 10% ในคืนเดียว) ส่วนราคาก๊าซในยุโรป (TTF) ก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 20-21 ดอลลาร์ ซึ่งสวนทางกับราคาก๊าซในสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับ 3-4 ดอลลาร์ สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ซื้อนำเข้าอย่างเอเชียและยุโรปเสียประโยชน์อย่างหนัก ในขณะที่ผู้ผลิตและส่งออกที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น สหรัฐฯ และออสเตรเลีย กลายเป็นผู้รับอานิสงส์
ผลกระทบชิ่งถึงเศรษฐกิจไทย ค่าไฟ เงินเฟ้อ และ GDP
สำหรับประเทศไทย การพุ่งขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP เนื่องจากไทยต้องนำเข้า LNG เพื่อมาใช้ผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนถึง 1 ใน 3 หากต้นทุนสูงขึ้นแต่รัฐบาลไม่อนุญาตให้ปรับขึ้นค่าไฟ ส่วนต่างกำไร (Margin) ของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าก็จะหดตัวลง
นอกจากนี้ การขาดแคลน LNG ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมอื่น เช่น
- เซมิคอนดักเตอร์: ฮีเลียม (Helium) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิต LNG และจำเป็นต่อการผลิตชิป มีต้นทุนสูงขึ้น
- ปิโตรเคมีและพลาสติก: วัตถุดิบขาดแคลน ทำให้ราคาเม็ดพลาสติกพุ่ง
- สินค้าเกษตรและอาหาร: ราคาปุ๋ยและน้ำมันพืชมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ
- โลจิสติกส์: การเดินเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมไกลขึ้น ทำให้ค่าระวางเรือทั้งตู้คอนเทนเนอร์และเรือเทกองปรับตัวสูงขึ้น
ในมุมมองระดับมหภาค InnovestX ประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อกินเวลา 2-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบอาจมีค่าเฉลี่ยที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อและต้นทุนพุ่งสูงขึ้น และอาจกดดันให้ GDP ของไทยที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.7% ปรับลดลงมาเหลือระดับ 1% กลางๆ ทิศทางนโยบายการเงินของไทยที่เคยคาดว่าจะลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งอาจต้องชะลอออกไป และเงินบาทมีสิทธิ์อ่อนค่าไปแตะ 33-34 บาทต่อดอลลาร์
ยิ่งไปกว่านั้น ใน กรณีเลวร้าย (Worst Case Scenario) หากบานปลายกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค (Regional War) ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ GDP ไทยอาจเหลือเพียง 1% และนโยบายการเงินโลกอาจถึงขั้นต้องกลับทิศมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
พลังงานทางเลือก-นโยบายจีน โอกาสทองในวิกฤต
วิกฤตครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลทั่วโลกกลับมาตื่นตัวเรื่อง ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) อีกครั้ง หลังจากเคยตื่นตัวไปแล้วในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เอเชียซึ่งพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางอย่างหนัก จะต้องหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) พลังงานลม (Wind) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Storage) ซึ่งสอดรับกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มหาศาลจากการเติบโตของ AI และ Data Center
สำหรับประเทศไทย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้ง Solar Roof, รถยนต์ EV รวมถึงพืชพลังงานที่นำมาทำไบโอดีเซล ทั้ง B5, B7 และอาจเพิ่มเป็น B10 จะได้รับประโยชน์ในระยะสั้น
ในแง่ของการจัดพอร์ตลงทุน จีนถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการกระจายความเสี่ยง จีนพยายามลดการพึ่งพาภายนอกและหันมาเน้นคุณภาพ ปัจจุบันจีนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้มากกว่าถ่านหินแล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังให้ความสำคัญกับ AI โดยวางเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ทั้งในกลุ่ม EV, Robotics และ Smart Devices โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg คาดว่าตลาด AI ของจีนจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2028
เจาะ 4 ธีมลงทุนสะท้านโลก ผ่าน DR23 จาก InnovestX
เพื่อตอบรับเทรนด์เทคโนโลยีเอเชีย InnovestX ได้ออก DR23 ชุดใหม่จำนวน 14 หลักทรัพย์ ซึ่งครอบคลุมหุ้นชั้นนำในจีน ฮ่องกง และญี่ปุ่น โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่
- Semiconductor & Self-reliance การพึ่งพาตนเองด้านชิป: จีนตั้งเป้าความมั่นคงเพื่อลดแรงกดดันจากการแบนส่งออกชิปขั้นสูงจากสหรัฐฯ โดยหันมาเน้นชิปกระแสหลัก (Mainstream) ที่ใช้ในรถยนต์และอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อสร้าง Supply Chain ให้ครบวงจร
- AI in Economy: การนำ AI เข้าไปบูรณาการในระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วน โดยเน้นความคุ้มค่า ต้นทุนต่ำ และใช้งานได้จริงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
- Materials & Resources วัตถุดิบแห่งอนาคต: เชื่อมโยงกับพลังงานสะอาดและ Data Center เช่น ทองแดง หัวใจของระบบไฟฟ้า, ลิเธียม จำเป็นต่อแบตเตอรี่ และทองคำ ใช้ในชิป GPU
- Advanced Robotics: การใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะขั้นสูง โดยเฉพาะ Cobot หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ ที่ในจีนเติบโตถึง 31% เพื่อนำ Physical AI มาทดแทนปัญหาขาดแคลนแรงงานและรักษาความสามารถทางการแข่งขัน
หุ้นไฮไลต์ที่น่าสนใจในกลุ่ม DR23 แบ่งตามระดับความเสี่ยง
- กลุ่ม High Growth : หุ้นต้นน้ำและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น NAURA ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปรายใหญ่ของจีน, บริษัทผลิตชิปประมวลผล AI ขั้นสูง, Kioxia ผู้ผลิต Memory ในญี่ปุ่นที่ได้ประโยชน์จาก Data Center, GDS ผู้ให้บริการ Data Center รายใหญ่ รวมถึงกลุ่มวัตถุดิบอย่าง เหมืองทองและทองแดง, Ganfeng แบตเตอรี่ลิเธียม และ Estun หุ่นยนต์
- กลุ่ม Steady Growth : หุ้นเทคยักษ์ใหญ่ที่เริ่มมีความเสถียร เช่น Tencent และ Meituan
- กลุ่ม Cash Flow/Dividend : สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยลง เช่น China Mobile , MUFG และ ASICS
ทั้งนี้ ทีมวิจัยของ InnovestX ได้คัดสรร Top 5 หุ้นเด่น ให้นักลงทุนพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ Tencent, NAURA, Kioxia, China Mobile และ FANUC
ภาพ: StreetOnCamara_Comeback/ Shutterstock

