ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลายรายเปิดเผยผลการทดลองใช้ TH-AI Passport ผ่านระบบ Whitelist โดยเห็นว่าแพลตฟอร์มมีจุดเด่นจากการรวมโมเดลปัญญาประดิษฐ์หลายประเภท ทั้งการประมวลผลข้อความ การเขียนโปรแกรม การสร้างภาพ และวิดีโอไว้ในระบบเดียว ขณะที่การปรับรูปแบบการจ่ายเงินตามจำนวนผู้ใช้งานจริงได้รับการประเมินว่า ช่วยลดความเสี่ยงด้านงบประมาณได้มากกว่าการจ่ายแบบเหมารวม
อย่างไรก็ตาม ความเห็นดังกล่าวยังมาจากการทดลองในกลุ่มผู้ใช้งานช่วงแรก ขณะที่ประสิทธิภาพของระบบเมื่อต้องรองรับผู้ใช้จำนวนมาก เงื่อนไขการใช้เครดิต การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความคุ้มค่าของงบประมาณโดยรวม ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุภายหลังทดลองใช้ระบบว่า การเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินเป็น Pay-per-Active User หรือการจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง ถือเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลขึ้น เพราะภาครัฐจะจ่ายเงินตามการใช้งานที่เกิดขึ้น หากจำนวนผู้ใช้ต่ำกว่าเป้าหมาย งบประมาณส่วนที่เหลือก็ควรถูกส่งคืนคลัง
ภาวุธมองว่า จุดแข็งของแพลตฟอร์มอยู่ที่การรวบรวมเครื่องมือ AI หลายรูปแบบไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ข้อความ ภาพ วิดีโอ เพลง ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งมีระบบการเรียนรู้สำหรับผู้เริ่มต้น ซึ่งอาจช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดี เขาเห็นว่าระบบยังควรเพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับผู้ใช้งานระดับสูง สนับสนุนโมเดลภาษาไทยให้มากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระ สมาคมวิชาชีพ หรือนักวิชาการเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบด้านเทคนิค เพื่อให้การประเมินโครงการไม่จำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานเจ้าของโครงการและผู้พัฒนาระบบ
ด้านโดม เจริญยศ ผู้ก่อตั้ง DomeCloud และผู้พัฒนาบล็อกเชน ThaiChain เห็นว่า การเปรียบเทียบ TH-AI Passport กับบริการ AI ที่เปิดให้ใช้ฟรีเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนความแตกต่างทั้งหมด เพราะต้องพิจารณาทั้งคุณภาพของโมเดล ปริมาณเครดิต และเครื่องมือที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้
โดมระบุว่า แพลตฟอร์มเปิดให้ใช้โมเดลสำหรับงานหลายประเภท ทั้งการใช้เหตุผล การเขียนโปรแกรม และการสร้างภาพ โดยความคุ้มค่าจะขึ้นอยู่กับจำนวนเครดิตที่ผู้ใช้ได้รับ รวมถึงอัตราการหักเครดิตของแต่ละฟังก์ชัน
อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า ระบบในปัจจุบันยังมีรูปแบบใกล้เคียงบริการสนทนาผ่านเว็บไซต์เป็นหลัก ขณะที่บริการ AI เชิงพาณิชย์หลายรายกำลังพัฒนาไปสู่แอปพลิเคชันบนคอมพิวเตอร์ ระบบตัวแทนอัตโนมัติ หรือ Agent รวมถึงการเชื่อมต่อกับเครื่องมือและระบบภายนอก
ดังนั้น หากโครงการต้องการรองรับการใช้งานในระดับวิชาชีพหรือการพัฒนานวัตกรรม อาจต้องเปิดให้ผู้ใช้และนักพัฒนาสามารถนำโมเดลไปเชื่อมต่อกับบริการอื่นผ่าน API หรือเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาได้มากขึ้น
ขณะที่ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนและซอฟต์แวร์ ประเมินว่า หากคำนวณจากงบประมาณส่วนบริการ AI จำนวน 1,500 ล้านบาท และเป้าหมายผู้ใช้งาน 5 ล้านคน ต้นทุนเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 25 บาทต่อคนต่อเดือน
ธนารัตน์เห็นว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจถือว่าคุ้มค่า หากประชาชนสามารถเข้าถึงโมเดลระดับสูง รวมถึงเครื่องมือสร้างภาพและวิดีโอได้จริงตามเงื่อนไขที่กำหนด เนื่องจากบริการลักษณะดังกล่าวมักมีต้นทุนการประมวลผลสูง
อย่างไรก็ตาม การประเมินต้นทุนดังกล่าวยังตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามีผู้ใช้ถึงเป้าหมาย 5 ล้านคน และจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมว่า งบประมาณครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนใดบ้าง รวมถึงมีข้อจำกัดหรือเพดานการใช้งานต่อคนอย่างไร
จากการทดลองในช่วงแรก ธนารัตน์ระบุว่า ยังไม่พบข้อจำกัดที่บังคับให้ผู้ใช้ต้องกลับไปเรียนหลังส่งคำสั่งจำนวนหนึ่งตามที่เคยมีการตั้งข้อสังเกต และสามารถใช้งานระบบได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องทดสอบฟังก์ชันอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเชื่อมต่อผ่าน API และการทำงานของระบบเมื่อมีผู้ใช้จำนวนมากพร้อมกัน
ผลการทดลองของผู้เชี่ยวชาญกลุ่มแรกสะท้อนว่า TH-AI Passport มีศักยภาพมากกว่าการเป็นเพียงระบบสนทนากับ AI เนื่องจากรองรับทั้งการเขียน การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโปรแกรม และการสร้างสื่อหลายรูปแบบ
แต่การพิจารณาคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปความสำเร็จหรือความคุ้มค่าของโครงการ เพราะยังต้องตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เงื่อนไขการจ่ายเงิน การบริหารเครดิต มาตรการคุ้มครองข้อมูล และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจริง
บททดสอบสำคัญหลังจากนี้คือ การรักษาคุณภาพของบริการเมื่อเปิดให้ประชาชนใช้งานในวงกว้าง การเปิดเผยจำนวนผู้ใช้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ตลอดจนการพัฒนาระบบให้รองรับทั้งผู้เริ่มต้น นักพัฒนา ภาคการศึกษา ผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อพิสูจน์ว่า TH-AI Passport สามารถสร้างประโยชน์ได้เหมาะสมกับงบประมาณที่ใช้ไปหรือไม่


