ทุกวันนี้ความรุนแรงที่คอยบดขยี้นักการเมืองไทยมักปรากฏในรูปแบบของ ‘บทลงโทษทางจริยธรรม’ จากองค์กรอิสระหรือกระบวนการยุติธรรม ที่สามารถกำจัดพวกเขาออกจากสนามการเมืองได้ โดยเฉพาะกลไกการตัดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง ขณะที่ความรุนแรงทางกายภาพในการเมืองระดับชาตินั้น เหมือนจะเงียบหายไปนับทศวรรษแล้ว
กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นกับ กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ที่รอดชีวิตจากการจู่โจมอย่างอุกอาจหน้าบ้านพักของเขาเอง เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 มีนาคม คนร้ายบุกกระหน่ำยิงกว่า 10 นัด ใส่ส่วนหน้าของรถยนต์ที่กมลศักดิ์ใช้เดินทางมาบนถนนเพชรเกษม หมู่ 9 ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เคราะห์ร้ายที่คนขับรถและผู้ติดตาม 2 คน ได้รับบาดเจ็บสาหัส
พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ รุดลงพื้นที่ให้กำลังใจกมลศักดิ์ ในฐานะ สส. ที่ได้คะแนนสูงที่สุดในจังหวัดนราธิวาส ก่อนจะเข้าสำรวจพื้นที่เกิดเหตุ และรอยกระสุนที่ทะลุกระจกรถ รวมถึงตราสัญลักษณ์รัฐสภาไทยที่กระจังหน้ายังเต็มไปด้วยรูพรุน พ.ต.อ. ทวี ซึ่งเป็นอดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ตั้งข้อสังเกตว่า คนร้ายน่าจะมี ‘ขบวนการ’ หนุนหลัง
ปัจจัยสนับสนุนที่ พ.ต.อ. ทวีระบุคือกลุ่มคนร้ายลงมือในยามวิกาล และคาดการณ์เวลาที่ สส. จะมาถึง อีกทั้งยังกล้าขับรถที่มีอาวุธปืนผ่านด่านตรวจโดยไม่เกรงกลัว พร้อมได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เร่งสืบคดีด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ต่อไป
นอกจากนั้น คนร้ายยังลงมือในช่วงเวลาสำคัญ คือเป็นทั้งวันที่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อีกทั้งยังใกล้กับช่วงวันอีฎิ้ลฟิตริ หรือวันสิ้นสุดเดือนรอมฎอน ซึ่งถือเป็นวันที่สำคัญอย่างมากสำหรับชาวไทยมุสลิมด้วย
ความรุนแรงในการเมือง นับตั้งแต่กำเนิดประชาธิปไตย
แม้ความรุนแรงทางกายภาพ อย่างการลอบสังหารหรือทำร้ายยังคงเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในระดับการเมืองท้องถิ่น แต่การก่อเหตุกับ สส. ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมืองระดับประเทศย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา
มองย้อนไปไกลนับตั้งแต่หลังประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีระบบรัฐสภา รวมถึง สส. และคณะรัฐมนตรี ความรุนแรงต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็เริ่มขึ้นนับแต่นั้นเรื่อยมา ในหลายเหตุการณ์มักพบว่า ผู้ก่อเหตุกระทำด้วยแรงจูงใจทางการเมือง กล่าวคืออาจเพื่อกำจัดนักการเมืองขั้วตรงข้าม หรือเป็นผู้เสียประโยชน์
เหตุการณ์สำคัญหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลคือ คดีสังหาร ‘4 รัฐมนตรีอีสาน’ เมื่อปี 2492 อดีตรัฐมนตรีและ สส. ทั้ง 4 คน ประกอบด้วย ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ถวิล อุดล, จำลอง ดาวเรือง และ ทองเปลว ชลภูมิ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว และต่อมาถูกนำไปสังหารอย่างโหดเหี้ยมบริเวณทุ่งบางเขน (ถนนพหลโยธิน) ในเวลานั้นตำรวจอ้างว่าเกิดการปะทะกับโจรที่จะมาชิงตัวผู้ต้องหา แต่ความจริงแล้วเชื่อกันว่าเป็นการกวาดล้างขั้วอำนาจทางการเมือง
ตามมาด้วยเหตุลอบสังหาร บุญสนอง บุญโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งทางอุดมการณ์อย่างรุนแรงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา บุญสนองถูกมือปืนซึ่งนั่งมาในรถบรรทุกขับขนาบข้าง และกระหน่ำยิงเข้าที่ท้ายทอยจนเสียชีวิต เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2519 บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต
4 ทศวรรษการเมืองไทยสมัยใหม่ เสียงปืนไม่เคยเงียบ
ในช่วงทศวรรษ 2540-2550 นอกเหนือจากความรุนแรงท่ามกลางขั้วการเมือง ความรุนแรงต่อนักการเมืองก็ยังคงดำเนินไป แม้จะจำกัดวงแคบมาเพียงนักการเมืองระดับชาติ ก็ยังมีเหตุลอบสังหารเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลายกรณีมูลเหตุในการสังหารยังคงคลุมเครือจนถึงปัจจุบัน
เมื่อ 24 พฤษภาคม 2543 คนร้ายบุกเข้าไปยิงสังหาร สันติ ชัยวิรัตนะ อดีต สส. เชียงราย 7 สมัย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ สำนักงานบริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด ในอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
ต่อมาในปี 2549 กอบกุล นพอมรบดี สส. ราชบุรี สังกัดพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น ตกเป็นเหยื่อการลอบสังหารจนถึงแก่ชีวิต หลังเดินทางกลับจากงานบวช รถของเธอถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 กราดยิงถล่มใส่รถยนต์ขณะจอดติดไฟแดงกลางสี่แยกเจดีย์หัก ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี
หรือแม้กระทั่ง พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ ‘เสธ.แดง’ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่สถานะหลักเป็นนายพลทหาร แต่ถือว่ามีบทบาททางการเมืองสูงมากในช่วงการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. การเสียชีวิตของเขายิ่งทำให้ความขัดแย้งของการเมืองบนท้องถนนรุนแรงขึ้น เมื่อเขาถูกพลซุ่มยิงสไนเปอร์ลอบยิงเข้าที่ศีรษะท่ามกลางผู้ชุมนุมที่แยกศาลาแดง เมื่อ 13 พฤษภาคม 2553
เวียนกลับมาในเดือนพฤษภาคมอีกครั้ง เมื่อ 10 พฤษภาคม 2554 ประชา ประสพดี สส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ถูกคนร้ายกระหน่ำยิงใส่รถยนต์ขณะขับผ่านแยกพระประแดง กระสุน 1 นัด แฉลบถูกหัวไหล่ของประชาได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะเข้ารักษาจนพ้นขีดอันตราย
ท้ายสุดตำรวจสามารถสืบสวนจนพบว่า คดีนี้เป็นการจ้างวานสังหารโดยผู้ที่มีความขัดแย้งกรณีโครงการก่อสร้างของท้องถิ่น ทำให้เกิดความเสียหายหลายสิบล้านบาท แต่ต่อมาพนักงานอัยการเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ จึงมีคำสั่งไม่ฟ้องและปล่อยตัว
การย้อนมองอดีตอาจช่วยเป็นบทเรียนสอนเราว่า ความรุนแรงไม่ว่าจะเกี่ยวเนื่องกับการเมืองหรือไม่ ล้วนแต่ไม่นำไปสู่การคลี่คลายปัญหา ตรงกันข้ามกลับยิ่งสะท้อนความพยายามแก้ไขปัญหาด้วยกำลัง จนสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในสังคม


