×

สภาผู้บริโภคชี้ วิกฤตพลังงานดันต้นทุนพุ่ง ค่าครองชีพจ่อขยับ สินค้าปรับราคาเร็วเกินคาด คนรายได้น้อยอ่วมสุด

18.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบวิกฤตพลังงานดันต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กำลังกดดันต้นทุนพลังงาน และมีความเสี่ยงลุกลามสู่ค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะราคาสินค้าและบริการที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน

 

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าเริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบเร็วกว่าที่คาด จากเดิมที่ต้นทุนพลังงานจะใช้เวลา 3-6 เดือนจึงสะท้อนสู่ราคาสินค้า แต่ปัจจุบันพบว่าใช้เวลาเพียงประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น โดยโครงสร้างต้นทุนพลังงานในแต่ละอุตสาหกรรมมีสัดส่วนแตกต่างกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 5-30% ของต้นทุนทั้งหมด

 

โดยต้นทุนพลังงานในกลุ่มอาหารมีสัดส่วนราว 5-15% ขณะที่ภาคขนส่งและโลจิสติกส์มีสัดส่วนสูงกว่า และมีแนวโน้มส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาค่าโดยสารและค่าขนส่ง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการอาจทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า ค่าโดยสาร และค่าอาหารที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนพลังงาน เช่น ก๊าซหุงต้ม

 

หากย้อนดูบทเรียนจากปี 2565 ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน สะท้อนว่าราคาสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร มักปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเมื่อปรับขึ้นแล้วปรับลดลงได้ยาก ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ภาระค่าครองชีพของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในระยะยาว

 

ในมิติทางสังคม กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย แรงงานนอกระบบ เกษตรกร และผู้บริโภคในต่างจังหวัด จะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากรายได้ไม่แน่นอน สวนทางกับค่าใช้จ่ายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง ราคาอาหารจานเดียวที่ปรับจาก 50 บาท เป็น 60 บาท เมื่อเทียบกับรายได้รายวันระดับ 400-500 บาท ถือเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่อการชะลอการผลิตและการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรม หากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

 

ด้านนโยบาย ภาครัฐถูกจับตาให้เร่งบริหารจัดการไม่ให้วิกฤตพลังงานลุกลามเป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ครอบคลุมทั้งการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ความเหมาะสมของค่าการตลาดและค่าการกลั่น โครงสร้างภาษีน้ำมัน รวมถึงความชัดเจนด้านแหล่งพลังงานในประเทศและการนำเข้า และการอ้างอิงราคาน้ำมันกับตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

 

ขณะเดียวกัน แม้ปัจจุบันจะมีสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ แต่ในภาวะวิกฤตควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน เพื่อป้องกันการปรับขึ้นราคาที่ไม่สมเหตุสมผล รวมถึงการลดปริมาณสินค้า โดยภาครัฐควรสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อลดความสับสนและป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาในระยะสั้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐยืนยันว่าประเทศไทยมีสต็อกน้ำมันเพียงพออย่างน้อย 3 เดือน แต่ผู้บริโภคบางส่วนเริ่มกังวลและมีพฤติกรรมกักตุนสินค้า ในประเด็นนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภคเสนอให้ภาครัฐตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลปริมาณสต็อกอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความมั่นใจ ขณะที่ผู้บริโภคควรติดตามข้อมูลจากหลายแหล่ง หลีกเลี่ยงความตื่นตระหนก และวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกรมการค้าภายใน ได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่

 

1. กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่

 

2. กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้

 

3. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ

 

4. กลุ่มอาหารกระป๋อง โดยเฉพาะปลากระป๋อง

 

5. กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช

 

6. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories