วันนี้ (17 มีนาคม 2569) เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ และกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยมุมมองต่อการขยับเพดานตรึงราคา น้ำมันดีเซลจาก 29.99 บาทต่อลิตร เป็น 33 บาทต่อลิตรว่า กลไกอุดหนุนราคาน้ำมันของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นการโยกช่วงเวลาการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น เมื่อถึงวันที่ราคาน้ำมันปรับลดลง กองทุนก็จะต้องตรึงราคาน้ำมันไว้ที่ระดับเดิม เพื่อชดเชยส่วนต่างการอุดหนุนในช่วงที่ผ่านมา การตรึงราคาน้ำมันเป็นการบิดเบือนกลไกราคา ท้ายที่สุดเราไม่สามารถสู้กลไกราคาตลาดไปได้ตลอด
ทั้งนี้ แม้การตรึงราคาน้ำมันจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่างในประเทศ แต่หากมองผลกระทบอีกด้าน ก็เป็นการกดดันกำลังซื้อ ของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากคนกลุ่มนี้ต้องจ่ายราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลประกาศขยับเพดานตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 33 บาท คาดว่าการอุดหนุนในระดับนี้จะอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากปัจจุบันจากราคาน้ำมันดีเซลต่อลิตรอยู่ที่ 29.99 บาท แต่ใช้เงินอุดหนุนไปแล้ว 20.36 บาทต่อลิตร ซึ่งทำให้กองทุนน้ำมันขาดทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,300 ล้านบาทต่อวัน
ทั้งนี้ ด้วยสถานะของกองทุนน้ำมันที่ติดลบไปแล้ว 12,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลรักษาการสามารถกู้เงินเพิ่มได้ไม่เกินกรอบ 30,000- 40,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งระยะเวลาอุดหนุนที่เป็นไปได้คือไม่เกิน 1 เดือน
สงครามอิหร่านยืดเยื้อ กดดันรัฐบาลลอยตัวดีเซลพุ่ง 48 บาท
หากรัฐบาลใหม่มีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน เพื่อยืดระยะเวลาตรึงราคาน้ำมันออกไป เหมือนช่วงวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะเร่งความเสี่ยงให้หนี้สาธารณะชนเพดาน ประกอบกับการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จะทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้น้อยลง
ด้วยเงื่อนไขนี้ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่กู้เงินได้ไม่มาก และปรับลดภาษีได้น้อย สุดท้ายแล้วหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อรุนแรง จะกดดันรัฐบาลให้ต้องปล่อย ราคาน้ำมันดีเซลเป็นไปตามกลไกตลาด
เช่น หากรัฐบาลปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นไปถึง 48 บาทต่อลิตร จะทำให้เกิดช็อกทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ฉากทัศน์ดังกล่าว มีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย คาดว่ารัฐบาลจะขยับเพิ่มราคาน้ำมันดีเซล เป็นขั้นบันไดที่ระดับ 33, 35, 37 และ 40 บาท ตามลำดับ
กนง.หมดโอกาสขึ้นดอกเบี้ย วิกฤติน้ำมันดันเงินเฟ้อเข้ากรอบ 1%
สุดท้ายแล้วการขยับราคาน้ำมันดีเซล คือ ต้นทุนของสินค้าทุกอย่าง จะเห็นได้จากปัจจุบัน เริ่มเห็นร้านอาหารตามสั่ง ปรับขึ้นราคาอาหาร 5-10 บาท ราคาต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกก็ปรับเพิ่มขึ้น จากเม็ดพลาสติกที่ขาดแคลน เนื่องจากนำเข้าได้น้อยลง ในอนาคตอันใกล้เราก็จะเห็นสินค้าเกษตร อาหารสัตว์ปรับราคาขึ้นตาม ส่งผลให้เงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงขึ้น
โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ และกลยุทธ์ทิสโก้ ประเมินว่า ทุกการเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันดิบดูไบจากสมมติฐานเดิมที่ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.8% กรณีฐานคาดว่า เงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1% ในปี 2569 และหากราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างต่อเนื่อง อาจเห็นเงินเฟ้อปรับขึ้นสู่ระดับ 2.5% ซึ่งจะกดดันทิศทาง การดำเนินดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.
จากสถานการณ์ปัจจุบัน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ และกลยุทธ์ทิสโก้ ประเมินว่า กนง.ไม่มีโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบายแล้วในปีนี้ แต่จะต้องกลับมา ประเมินทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่การลดดอกเบี้ยจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ เพราะว่าปัญหาสงครามอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างรุนแรง กนง.จึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย ในวันที่เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจโตต่ำ เศรษฐกิจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation
“ถ้าเราขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้ ต้องแลกมาด้วยเศรษฐกิจที่แย่ลง ก็คงต้องยอมกัดฟันให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระยะหนึ่งก่อน รอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวดีกว่านี้ ดังนั้นจังหวะเหมาะสมในการขึ้นดอกเบี้ย จึงอยู่ในปี 2570 มากกว่า” เมธัส กล่าว

