วันนี้ (17 มีนาคม) ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงขยายตัวต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนการโจมตีทางอากาศระหว่างกันหลายประเทศ และมีการโจมตีจุดยุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ แหล่งพลังงาน และสนามบิน แม้ว่าหลายประเทศจะสามารถสกัดกั้นโดรนที่โจมตีได้ก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีเรือน้ำมันจำนวนมากติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลต่อราคาน้ำมันของโลก หลายประเทศห่วงกังวลและประณามอิสราเอลที่ส่งกองกำลังไปโจมตีเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและมีผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก
ขณะที่หลายประเทศปฏิเสธการร่วมกองกำลังเรือรบเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามคำขอของสหรัฐฯ และเนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน จึงขอให้คนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดรวมถึงแจ้งที่อยู่และช่องทางติดต่อประสานงานไว้ด้วย
ปาณิดลยังระบุถึงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ว่าด้วยเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจัดขึ้นตามข้อเสนอของไทย ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การใช้กลไกอาเซียนเพื่อดูแลและวางมาตรการรองรับผลกระทบในระยะสั้น โดยไทยเสนออาเซียนใช้กลไกที่มีอยู่ เช่น ความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนพลังงาน และระยะยาวอาเซียนต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและทางเลือก อาศัยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียนเชื่อมโยงพลังงานในภูมิภาค ยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การเงิน การขนส่ง เชื่อมโยง ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มความแข็งแกร่งอาเซียน
ทั้งนี้ ประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ได้แถลงการณ์ถึงผลลัพธ์และท่าทีอาเซียน ที่ต้องการให้ทุกฝ่ายเจรจาและใช้วิธีทางการทูตเพื่อยุติความรุนแรง
ส่วนการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง กระทรวงการต่างประเทศขอบคุณรัฐบาลบาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ดูแลคนไทย และอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับไทย พร้อมขอบคุณที่ดูแลลูกเรือและให้เดินทางกลับไทยอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ยังห่วงกังวลต่อสถานการณ์ในภูมิภาค มุ่งหวังได้รับการแก้ไขอย่างสันติวิธี เพื่อฟื้นฟูสันติภาพโดยเร็ว
สำหรับกรณีอิหร่าน เจ้าหน้าที่สถานทูตได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือคนไทยต่อเนื่อง มีกำหนดแผนอพยพเพิ่มเติม 2 รอบ คือ 17 และ 25 มีนาคม มีเจ้าหน้าที่ประสานงานในพื้นที่และด่านตรวจคนเข้าเมืองตุรกี รวมทั้งประสานประเทศที่ปิดน่านฟ้า และจะจัดรอบอพยพเพิ่มเติมตามความจำเป็นและสถานการณ์ จึงขอให้คนไทยติดตามและประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยสม่ำเสมอ ทั้งนี้มีคนไทยได้รับการอพยพแล้ว 1,116 คน
ด้าน ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันรวม 6 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 175 ล้านลิตรต่อวัน โดยสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ แบ่งเป็นน้ำมันเบนซินประมาณ 32-33 ล้านลิตรต่อวัน น้ำมันดีเซล 75-80 ล้านลิตรต่อวัน น้ำมันอากาศยานประมาณ 25 ล้านลิตรต่อวัน น้ำมันเตา 13 ล้านลิตรต่อวัน และก๊าซหุงต้ม (LPG) ประมาณ 6-7 ล้านกิโลกรัมต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มาจากการขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็นคอขวดด้านการขนส่ง โดยเฉพาะการกระจายจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ (ผู้ค้ามาตรา 7) ไปยังผู้ค้าคนกลางหรือ Jobber ซึ่งทำหน้าที่จัดส่งน้ำมันให้ภาคอุตสาหกรรม เมื่อการจัดส่งสะดุด ส่งผลให้ภาคส่วนต่างๆ หันมาใช้บริการสถานีบริการน้ำมันมากขึ้น จนเกิดภาพบางพื้นที่น้ำมันขาดช่วงชั่วคราว
กระทรวงพลังงานจึงเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขเร่งด่วน โดยประสานโรงกลั่นให้เดินเครื่องเต็มกำลังและห้ามหยุดผลิต พร้อมกำชับผู้ค้ามาตรา 7 ให้จัดสรรน้ำมันส่งต่อไปยังจ๊อบเบอร์ เพื่อกระจายเชื้อเพลิงไปยังภาคอุตสาหกรรม ลดแรงกดดันต่อสถานีบริการ
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร เพื่อขยายเวลาการขนส่งน้ำมันนอกช่วงเวลาปกติ เพิ่มความคล่องตัวในการกระจายเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน จะร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบและป้องกันการกักตุนน้ำมันตามจุดต่างๆ
สำหรับสถานการณ์สำรองน้ำมัน ดร.สราวุธ ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองในประเทศ รวมสำรองเชิงพาณิชย์และตามกฎหมาย อยู่ที่ 42 วัน (17+25) และมีน้ำมันระหว่างขนส่งอีก 29 วัน รวมทั้งยังมีการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเติมจากแองโกลา 1.9 ล้านบาร์เรล และจากสหรัฐฯ 625,000 บาร์เรล รวมถึงสัญญาจัดหาน้ำมันล่วงหน้า 30 วัน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันรองรับการใช้งานได้ไม่น้อยกว่า 101 วัน
พร้อมกันนี้ จากการตรวจสอบสต็อกน้ำมันใน 23 จังหวัด 53 คลัง รวม 589 ถัง พบว่ามีปริมาณสำรองเป็นไปตามเกณฑ์ ขณะที่การตรวจสถานีบริการทั่วประเทศ 1,502 แห่ง พบว่ามีสถานีบริการปิดให้บริการชั่วคราวประมาณ 150 แห่ง และอีกกว่า 1,039 แห่งมีน้ำมันไม่ครบชนิด แต่ไม่มีการกักตุน เป็นผลจากการขนส่งที่ล่าช้า
ทั้งนี้ ดร.สราวุธกล่าวว่า “ขอเรียนยืนยันให้พี่น้องประชาชนทราบ คิดว่าเรายังมีปริมาณสํารองเพียงพอในประเทศ และขอความกรุณาว่าได้โปรดใช้ชีวิตประจําวันอย่างปกติ ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมีการกักตุน และขอความร่วมมือช่วยกันประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง”


