×

3 ฉากทัศน์สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน โลกการลงทุนจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

16.03.2026
  • LOADING...
กราฟแสดงผลตอบแทนสะสมของดัชนี MSCI World

ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ และอิหร่าน ได้ยกระดับจนเป็นสงคราม หลังเหตุการณ์ปะทะกันในตะวันออกกลางจุดชนวนให้ตลาดการเงินทั่วโลกกลับมาจับตาภูมิภาคนี้อย่างใกล้ชิด

 

สิ่งที่ทำให้นักลงทุนกังวลไม่ใช่เพียงการเผชิญหน้าทางทหาร แต่คือความเสี่ยงที่สถานการณ์ลุกลามไปกระทบช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก โดยเป็นทางผ่านของเรือขนส่งน้ำมันราว 20% ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก

 

ข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าเมื่อเส้นทางนี้มีความเสี่ยง ตลาดพลังงานมักตอบสนองทันที เพราะแม้การหยุดชะงักจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น ก็สามารถทำให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทาน (supply shock) ได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อราคาพลังงานขยับขึ้น ผลกระทบก็มักจะไม่หยุดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่จะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยัง เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และการเติบโตของเศรษฐกิจโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าสงครามจะจบเมื่อไร แต่คือสถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด หากมองในเชิงวิเคราะห์ สถานการณ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ฉากทัศน์หลัก

 

ฉากทัศน์แรกความตึงเครียดคลี่คลายเร็ว

 

ในกรณีที่การเผชิญหน้าระหว่างประเทศมหาอำนาจเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น และไม่ลุกลามจนกระทบโครงสร้างการขนส่งพลังงานของโลก ราคาน้ำมันมักจะปรับตัวขึ้นเพียงชั่วคราว ในสถานการณ์ลักษณะนี้ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมักสะท้อนเพียง geopolitical risk premium หรือค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตลาดใส่เข้าไปในราคา เมื่อความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย ส่วนเพิ่มของราคานี้ก็มักจะค่อย ๆ หายไป ตลาดหุ้นทั่วโลกจึงมีแนวโน้มฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว เพราะนักลงทุนจะกลับไปโฟกัสปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยี การลงทุนใน AI หรือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เหตุการณ์ในอดีตหลายครั้งสะท้อนรูปแบบลักษณะนี้ กล่าวคือ ตลาดมักผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงที่ข่าวสงครามเริ่มปะทุ แต่เมื่อความกังวลเริ่มคลี่คลาย ตลาดก็สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ภายในเวลาไม่นาน

 

ฉากทัศน์ที่สองความตึงเครียดยืดเยื้อ

 

สถานการณ์นี้เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์มองว่ามีความเป็นไปได้สูง แม้การผลิตน้ำมันอาจไม่สะดุดโดยตรง แต่ความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ ประกันภัย และต้นทุนขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นเป็นระยะและทรงตัวในระดับสูงได้นาน เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนธุรกิจจะเพิ่มขึ้นตาม ทำให้หลายบริษัทต้องปรับราคาสินค้าและบริการ ซึ่งสุดท้ายภาระจะตกมาที่ผู้บริโภคในรูปของค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว ทำให้ธนาคารกลางต้องเผชิญโจทย์ยากขึ้น เพราะเงินเฟ้อยังสูง แต่เศรษฐกิจอาจไม่แข็งแรงพอรองรับดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน โลกจึงมีโอกาสกลับสู่ภาวะคล้ายปี 2565–2566 คือเงินเฟ้อสูง ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง

 

ฉากทัศน์ที่สามวิกฤตพลังงาน

 

กรณีที่ตลาดกังวลมากที่สุดคือ หากความขัดแย้งลุกลามจนกระทบการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างจริงจัง ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกระทบทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน เมื่อพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนหลักของเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะลอพร้อมเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ก็จะเพิ่มขึ้นตาม

 

สถานการณ์นี้จึงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สุดสำหรับผู้กำหนดนโยบาย เพราะธนาคารกลางต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการประคองเศรษฐกิจไม่ให้เข้าสู่ภาวะถดถอย

 

เมื่อพอร์ตลงทุนแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้เหมือนเดิม

 

อีกประเด็นที่นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นคือ “ความสัมพันธ์ของสินทรัพย์” โดยในอดีตพอร์ตแบบ 60/40 (หุ้น 60% พันธบัตร 40%) ถูกใช้เพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอและหุ้นปรับตัวลง พันธบัตรมักปรับขึ้นช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เงินเฟ้อถูกผลักดันจากราคาพลังงาน สถานการณ์อาจเปลี่ยนไป เนื่องจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้ธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูง ส่งผลให้ราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง และอาจทำให้ทั้งหุ้นและพันธบัตรปรับตัวลงพร้อมกัน ซึ่งเป็นภาพที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงหลังโควิด

 

บทเรียนสำหรับนักลงทุน

 

หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มักสร้างแรงกระแทกต่อตลาดในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ตลาดยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกนั่นทำให้สิ่งที่สำคัญสำหรับนักลงทุนอาจไม่ใช่การพยายามทายว่าสงครามจะจบวันไหน แต่คือการสร้างพอร์ตการลงทุนที่สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกได้

 

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของการลงทุนในยุคนี้คือ การกระจายการลงทุนในระดับโลก เพราะแม้บางภูมิภาคอาจได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือราคาพลังงาน แต่เศรษฐกิจโลกยังคงมีบริษัทชั้นนำจำนวนมากที่สามารถเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะยาว

 

สำหรับนักลงทุนไทย ปัจจุบันสามารถเข้าถึงหุ้นระดับโลกได้สะดวกผ่าน DR ที่ซื้อขายในตลาดหุ้นไทย หนึ่งในนั้นคือ WORLDA01 ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น Invesco MSCI World UCITS ETF ลงทุนเกาะกับดัชนี MSCI World ซึ่งกระจายการลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่จากหลายประเทศ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และเศรษฐกิจพัฒนาแล้วทั่วโลก ในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การกระจายการลงทุนไปยังบริษัทชั้นนำทั่วโลกผ่านเครื่องมืออย่าง WORLDA01 อาจเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้นักลงทุนยังคงเกาะไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ แม้ฉากของโลกจะเปลี่ยนไปกี่ครั้งก็ตามศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DR WORLDA01 ได้ที่ https://www.bualuang.co.th/article/drworlda01

 

ผลตอบแทนสะสมของดัชนี MSCI World

 

กราฟแสดงผลตอบแทนสะสมของดัชนี MSCI World 1

 

แหล่งที่มา: MSCI ณ วันที่ 6 มี.ค. 2569

 

ภาพ: Valery Brozhinsky / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories