AI-flation คือ คำศัพท์ใหม่ที่รวมคำว่า AI + Inflation เข้าด้วยกัน เพื่ออธิบายภาวะที่ความต้องการและเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี AI กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดเงินเฟ้อ หรือดันราคาสินค้าบางประเภทให้สูงขึ้น ซึ่งเราเริ่มได้เห็นแล้วจากที่ Apple ได้ปรับราคา MacBook และ iPad ขึ้นสูงถึง 20% และหลังจากนั้นไม่นาน Microsoft ก็ปรับขึ้นราคา Xbox ตามมาอีก 100 ดอลลาร์
คำถามถัดมาคือ สถานการณ์นี้จะผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นจนบีบให้ Fed ต้องใช้ดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนาน จนกลับมาทุบราคาทองคำหรือไม่
การวิเคราะห์จาก Deutsche Bank พบว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนพฤษภาคม ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าในส่วนของราคาสินค้า Electronics ซึ่งครอบคลุม Semiconductors และอุปกรณ์หน่วยความจำ (Memory) นั้นพุ่งสูงขึ้นถึง 27% ด้วยสถานการณ์ที่บรรดายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างพากันเร่งรีบวางรากฐาน AI ทั้งสั่งซื้อชิปประมวลผล ตลอดจนถึงการสร้าง Data centers เมื่อมาประกอบกับหลักฐานที่ปรากฏถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากดัชนี PPI จึงเกิดกระแสความกังวลถึงภาวะ “AI-flation” และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเหล่านี้จะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ซึ่งจะสะท้อนออกมาผ่าน “ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)”
อย่างไรก็ดี ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงจำกัดอยู่แค่ในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ และอยู่ในหมวดหมู่สินค้าที่คิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยของดัชนีเงินเฟ้อโดยรวมเท่านั้น อาทิ Software คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริม มีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของตะกร้าดัชนี CPI ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังหาหลักฐานการส่งผ่านไปยังผู้บริโภคไม่ชัดเจนมากนัก มีเพียงหมวดค่าไฟฟ้า (Electricity) ที่สูงขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
ในส่วน “ค่าจ้างแรงงานก่อสร้าง” ในหมวดนี้เพิ่มขึ้นเร็วผิดปกติถึง 4.3% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งเศรษฐกิจที่ 3.4% จากความต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อสร้าง Data centers สำหรับ AI ที่ใช้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน, ระบบไฟฟ้า และระบบทำความเย็น
อย่างไรก็ดี ความกังวลเรื่อง AI-flation อาจไม่ได้ลากยาวอย่างที่คิด เมื่อ The Information สำนักข่าวแวดวงเทคโนโลยี รายงานในวันที่ 30 มิถุนายน ว่าวิศวกรภายในของ OpenAI สามารถพัฒนาชุดเทคนิคการปรับปรุงระบบ (Optimization) บนเซิร์ฟเวอร์เดิม ซึ่งสามารถลดต้นทุนการรัน Inference ลงได้มากกว่า 50% และช่วยลดการใช้การ์ดจอระดับท็อปอย่าง NVIDIA ลงเหลือเพียงไม่กี่ร้อยตัวเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยจนคนในวงการประหลาดใจ ดังนั้น หาก OpenAI หรือบริษัทอื่นๆ สามารถทำได้จริง ปัญหา “AI-flation” จะบรรเทาลงได้อย่างมาก ทั้งในแง่ของการใช้ GPU ที่ลดลง, การใช้ไฟฟ้าที่ลดลง และค่าเสื่อมราคา Hardware ที่ช้าลงด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเราจึงประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อที่มาจากเทคโนโลยี AI จะเป็นเพียงแรงกดดันต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย Fed แค่ชั่วคราว และเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พอถึงจุดที่สามารถ Optimize Inference ได้สมบูรณ์ หรือ สามารถเข้ามาเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหรือกดให้ลดลงได้ ตามแนวทางที่ Kevin Warsh ประธาน Fed เคยได้กล่าวเอาไว้ ประเด็นดังกล่าวก็จะไม่เป็นอุปสรรคต่อนโยบายการเงินของ Fed แต่อย่างใด และจะเป็นโอกาสทองของนักลงทุนในการอาศัยจังหวะที่ทองคำปรับตัวลงจากความกลัว (Panic) ที่มากเกินความเป็นจริงนี้ เพื่อเข้าซื้อสะสมทองคำในระยะยาว

