วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) แบงก์ชาติ ยืนยัน ‘GULF’ เข้าถือหุ้น ‘KBANK’ ไม่เกิน 10% ชี้แจงเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการเข้าถือหุ้นต้องนับรวมหุ้นที่ซื้อคืน เพื่อรักษาสิทธิแบงก์ ย้ำชัดเกณฑ์กำกับเข้มข้นตั้งแต่มีการถือหุ้นเกิน 5% บังคับผู้ถือหุ้นใหญ่ รายงานวัตถุประสงค์ + แผนการถือหุ้น
กรณีนักลงทุนตั้งข้อสงสัยถึงการที่ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เข้าถือหุ้นสัดส่วนเกิน 10% ในธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ซึ่งเกินเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดหรือไม่นั้น
ล่าสุดสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เกณฑ์ของแบงก์ชาติที่ห้ามมิให้บุคคลใดถือหุ้นสถาบันการเงิน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกิน 10% เป็นเกณฑ์ภายใต้พ.ร.บ.สถาบันการเงินที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2551 ไม่ใช่เรื่องใหม่
โดยเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการถือหุ้นธนาคารของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ธปท.มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน การที่ ก.ล.ต.ให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายงานข้อมูลผ่านแบบ รายงาน 246-2 เป็นไปเพื่อความโปร่งใสของการลงทุนในตลาดทุน เนื่องจากมีนักลงทุนรายอื่นในตลาดที่ได้รับผลกระทบ
สำหรับแบงก์ชาติ เกณฑ์ดังกล่าวใช้เพื่อการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับกฎเกณฑ์อื่นๆ ที่แบงก์ชาติให้ความดูแลอยู่อย่างเข้มข้น
โดยแบงก์ชาตินับรวมหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด รวมถึงหุ้นที่สถาบันการเงินจำหน่ายแล้วซื้อคืน (Treasury Stock) ไว้ในฐานเกณฑ์คำนวณสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในขณะที่ กลต.ไม่ได้นับรวมในส่วนนี้
ซึ่งในมุมมองของแบงก์ชาติ การซื้อหุ้นคืนของธนาคารเป็นการระงับสิทธิลงคะแนนชั่วคราวเท่านั้น ในระยะต่อไปมีความเป็นไปได้ว่า ธนาคารอาจนำหุ้นส่วนนี้ขายคืนในตลาด หรือเอาไปลดทุน ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนระยะสั้นที่อยู่ภายใต้การตัดสินใจของธนาคาร หากแบงก์ชาติไม่นับรวมสัดส่วนหุ้นที่ซื้อคืน อาจไปกระทบสิทธิระยะยาวของธนาคารได้
กรณีมีผู้ถือหุ้นสถาบันการเงินเกิน 5%
ตามเกณฑ์ของแบงก์ชาติ ถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว ซึ่งในกรณีล่าสุดที่เป็นข่าว ‘กัลฟ์’ มีการถือหุ้นเกินสัดส่วน 5% มาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งต้องมีการรายงานต่อแบงก์ชาติ โดยจะมีการกำกับเชิงรุก กำหนดให้ผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องชี้แจงวัตถุประสงค์การถือหุ้น รวมถึงแสดงแผนการซื้อหุ้นในอนาคตว่าจะมีปรับเพิ่มหรือลดสัดส่วนอย่างไร โดยแบงก์ชาติจะให้การติดตามอย่างใกล้ชิด และที่ผ่านมากัลฟ์ได้รายงานต่อแบงก์ชาติแล้ว
ปัจจุบัน ‘กัลฟ์’ กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกสิกรไทย โดยมีสัดส่วนหุ้นที่ 10.0298% เพิ่มจาก 4.53% เมื่อเดือนกันยายน 2568
ทั้งนี้ การที่ผู้ถือหุ้นมีสัดส่วนการถือหุ้นในสถาบันการเงินเกิน 5% จะต้องถูกกำกับด้วยกฎเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทบสิทธิผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เช่น หากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องการกู้เงินเพิ่ม จะต้องได้รับการอนุมัติเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการธนาคาร
สำหรับสถาบันการเงินที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เกิน 5% ตามหลักเกณฑ์กำหนดให้ ห้ามปล่อยสินเชื่อเกิน 5% ของเงินดำรงกองทุน และห้ามปล่อยเกิน 25% ของหนี้สินรวมทั้งหมดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รวมทั้งพิจารณาความสัมพันธ์ไปถึงบริษัทที่เกี่ยวข้อง และหากสถาบันการเงินทำธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จะต้องใช้เงื่อนไขการพิจารณาอนุมัติธุรกรรม รูปแบบเดียวกับเงื่อนไขบุคคลทั่วไป ไม่มีเงื่อนไขพิเศษ นอกจากนี้ยังต้องมีกระบวนการป้องกันผลประโยชน์ขัดแย้ง โดยจะต้องทำให้กระบวนการประเมิน ความเสี่ยงต่างๆ รัดกุม เสมือนเป็นลูกค้าทั่วไป
กรณีมีผู้ถือหุ้นสถาบันการเงินเกิน 10%
จะเห็นได้ว่ากรณีมีผู้ถือหุ้นสถาบันการเงินเกิน 5% ขึ้นไป แบงก์ชาติจะให้การจับตามอง และตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ดังนั้น ก่อนที่ผู้ถือหุ้นจะไปลงทุนเกิน 10% จะต้องรายงานต่อแบงก์ชาติก่อน ไม่สามารถรายงานย้อนหลังได้ และเมื่อเข้ามารายงานกับแบงก์ชาติแล้ว ไม่ได้หมายความว่าแบงก์ชาติจะผ่อนปรนให้สามารถถือหุ้นสถาบันการเงินเกิน 10% ได้
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน หลักเกณฑ์ของแบงก์ชาติอนุญาตให้เกิน 10% ได้ 2 กรณีคือ
- เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็น โดยการถือหุ้นนั้นช่วยเพิ่มความมั่นคง หรือศักยภาพของสถาบันการเงินนั้นๆ หรือช่วยรักษาเสถียรภาพ ของระบบสถาบันการเงินในภาพรวม
- กรณีหน่วยงานรัฐ สามารถเข้ามาถือหุ้นเกิน 10% ได้ แต่ต้องเป็นการลงทุนแบบ passive investor รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลเท่านั้น และไม่มีอำนาจควบคุมสถาบันการเงิน


