วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 ซึ่งตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า กรมอนามัยได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านอนามัยโพล ระหว่างวันที่ 1–31 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,044 คน
พบว่าพฤติกรรมของประชาชนมีความหลากหลายมากขึ้น โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 50.8 มีแผนที่จะออกไปจับจ่ายซื้อของไหว้ในวันจ่าย และร้อยละ 49.0 มีแผนจะประกอบพิธีไหว้เจ้าและบรรพบุรุษ ในขณะที่ร้อยละ 31.1 ระบุว่าไม่มีแผนทำกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมปัจจุบัน
สำหรับเกณฑ์การเลือกซื้อของไหว้ ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.9) ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้าน ความสะอาดและความปลอดภัย ของแหล่งจำหน่ายเป็นอันดับแรก (ร้อยละ 32.1) รองลงมาคือ แหล่งที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจากราชการ (ร้อยละ 26.8) และความน่าเชื่อถือของร้านค้า (ร้อยละ 10.8) โดยสถานที่ยอดนิยมในการเลือกซื้อสินค้าคือ ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ต (ร้อยละ 73.2) รองลงมาคือ ตลาดสด (ร้อยละ 68.4) และช่องทางออนไลน์ (ร้อยละ 18.2)
อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อว่า เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากอาหารเป็นพิษและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หลังเสร็จสิ้นพิธีไหว้ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มักนำอาหารมาอุ่นร้อนก่อนบริโภค (ร้อยละ 60.5) กรมอนามัยขอแนะนำให้ประชาชนยึดหลักปฏิบัติตามสุขาภิบาลอาหาร 4 ล. ดังนี้
1. ล. เลือก: เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือมีป้ายรับรองมาตรฐาน
2. ล. ล้าง: ล้างผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ให้สะอาดก่อนนำมาปรุง
3. ล. เลี่ยง: เลี่ยงการปรุงอาหารที่ใช้น้ำมันหรือไขมันปริมาณมาก และต้องปรุงให้สุกทั่วถึง
4. ล. ลด: ลดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ควรเลือกรับประทานอาหารแบบ Low Carb เน้นโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และมีกากใยสูง
ด้าน นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนมักตรงกับช่วงที่ค่าฝุ่นละอองสูงในหลายจังหวัด ซึ่งจากผลสำรวจพบว่ายังมีประชาชนบางส่วนทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น ได้แก่ การจุดธูปเทียน (ร้อยละ 12.3) การเผากระดาษเงินกระดาษทอง (ร้อยละ 10.1) และการจุดประทัด (ร้อยละ 7.0)
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการป้องกันตนเอง โดยร้อยละ 65.0 เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการจุดธูปหรือเผากระดาษเงินกระดาษทองเพื่อลดแหล่งกำเนิดฝุ่น รองลงมาคือการสวมหน้ากากป้องกัน (ร้อยละ 61.4) และการทำความสะอาดที่พักอาศัย (ร้อยละ 60.1)
กรมอนามัยจึงขอความร่วมมือให้ประชาชนร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลือกใช้วิธีการประกอบพิธีกรรมที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด และดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เพื่อให้การเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความสุข


