ใครที่เป็นแฟนของบาร์ในเครือ Sugar Ray Group ผู้อยู่เบื้องหลังบาร์หลายแห่งในกรุงเทพฯ ชื่อของ The NORM Bangkok น่าจะเป็นอีกชื่อที่ควรรู้จัก ซึ่งเราได้มีโอกาสไปงาน Sunset Gathering with Fritz Hansen เลยไม่แปลกใจว่าทำไมบาร์นี้ถูกพูดถึงบ่อย เพราะนี่คือโซเชียลคลับและรูฟท็อปบาร์ใหม่ล่าสุดบนชั้น 42 ของ Dusit Central Park ฝั่งออฟฟิศ ที่ยังคงแนวทางในการสร้างประสบการณ์ผ่านทั้งพื้นที่และเครื่องดื่ม เพียงแค่ครั้งนี้มาในรูปแบบของเลานจ์ที่เปิดกว้างขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น ให้ผู้คนสามารถใช้เวลาอยู่ได้ตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงดึก พร้อมวิวสวนลุมพินีและวิวเมืองกรุงเทพฯ สิ่งที่ทำให้ที่นี่น่าจดจำคือทุกองค์ประกอบของพื้นที่ ตั้งแต่สถาปัตยกรรม เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงบรรยากาศที่เราได้สัมผัสเมื่ออยู่ตรงนั้น
“ผมไม่อยากให้ที่นี่ดูน่าเกรงขามหรือเข้าถึงยากจนเกินไป ผมอยากให้ทุกคนรู้สึกสบายใจเมื่อก้าวเข้ามา รู้สึก belong หรือรู้สึกว่าที่นี่คือพื้นที่ของคุณจริงๆ” เติร์ก สิทธานต์ สงวนกุล (ผู้ก่อตั้ง The NORM Bangkok) ได้กล่าวไว้

The Vibe
ด้วยตัวพื้นที่ถูกออกแบบให้เป็น Social Club บนชั้น 42 ของ Dusit Central Park ฝั่งออฟฟิศ มีหลากหลายโซน ตั้งแต่โถงกลางไปจนถึงห้องที่เงียบและเป็นส่วนตัวมากขึ้น การตกแต่งมาในสไตล์โมเดิร์นเหนือกาลเวลา เรียบ เท่ ส่วนงานออกแบบภายในได้รับการดูแลโดยทีม EKAR ร่วมกับ Sugarray พร้อมทีม NORSE Design and Styling Service ที่เข้ามาช่วยวางเลย์เอาต์ของเฟอร์นิเจอร์ เพื่อให้ทุกองค์ประกอบทำงานสอดคล้องกับสถาปัตยกรรมและพฤติกรรมของผู้ใช้งาน
ที่นี่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์จาก Fritz Hansen มากกว่า 100 ชิ้น และจัดวางอย่างตั้งใจทั่วทั้งพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น Egg™ Chair, Swan™ หรือ Series 7™ ซึ่งทุกชิ้นไม่ได้อยู่ในฐานะของของจัดแสดง แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ถูกใช้งานจริง ทั้งหมดนำเข้าโดย Nørse Republics และกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศของพื้นที่

เริ่มจาก The Main Hall โถงกลางที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์กลาง ผู้คนมานั่งทำงาน นัดเจอเพื่อน หรือเริ่มต้นช่วงเย็นด้วยกาแฟจาก Rise Coffee ก่อนที่บรรยากาศจะค่อยๆ เปลี่ยนไปพร้อมกับแสงและเสียงเพลงในช่วงค่ำ

ถัดเข้ามาคือ The Egg Bar หนึ่งในจุดที่โดดเด่นที่สุดของร้าน ด้วยการจัดวาง Egg™ Chair เป็นวงล้อมรอบบาร์ ทำให้พื้นที่นี้ให้ความรู้สึกใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นมุมที่หลายคนเลือกนั่งนานเป็นพิเศษ เพราะทั้งความสบายของเฟอร์นิเจอร์และจังหวะของพื้นที่ที่ชวนให้หยุดอยู่ตรงนั้น

อีกโซนคือ The Whispering Room ห้องที่ซ่อนตัวอยู่ด้านใน ให้บรรยากาศที่เงียบและนิ่งขึ้นอย่างชัดเจน ที่นั่งถูกจัดวางให้ใกล้กันมากขึ้น เสียงบทสนทนาเบาลงโดยธรรมชาติ ค็อกเทลในห้องนี้เสิร์ฟด้วยแก้วจากคราฟญี่ปุ่น เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากโซนอื่น

และสุดท้ายคือ The Terrace พื้นที่เอาต์ดอร์ที่เปิดรับวิวสวนลุมพินีและเมืองกรุงเทพฯ จากมุมสูง ลมพัดผ่านเบาๆ ผู้คนบางส่วนนั่งคุยกัน บางส่วนนั่งเงียบๆ มองแสงของเมืองที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป เป็นอีกมุมที่ทำให้เราอยากอยู่ตรงนั้นได้นานกว่าที่ตั้งใจไว้
การที่มีหลายโซนแบบนี้ ทำให้บาร์ไม่ได้มีเพียงบรรยากาศเดียว แต่เปิดโอกาสให้แต่ละคนเลือกพื้นที่ที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ว่าจะมาเพื่อดื่มอย่างตั้งใจ นัดเจอใครบางคน หรือแค่อยากใช้เวลาอยู่กับช่วงเย็นของวันนั้น

The Drink
ในเย็นวันนั้น เครื่องดื่มถูกออกแบบมา ให้เชื่อมโยงกับตัวพื้นที่ของ The NORM โดยแต่ละโซนมีบาร์ของตัวเอง รวมทั้งหมด 5 บาร์ แต่ละบาร์มีซิกเนเจอร์ 2 แก้ว ที่สะท้อนมู้ดและคาแร็กเตอร์ ของบาร์นั้นโดยเฉพาะ ทำให้การเดินจากโซนหนึ่งไปอีกโซนหนึ่งเหมือนเปลี่ยนบทบาทของค่ำคืนนั้นไปด้วย

เราเริ่มจาก The Seven Bar บาร์หลักที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนจุดตั้งต้นของค่ำคืน แก้วแรกคือ ‘Clear Smog Peach’ ที่ใช้ tequila และ mezcal เป็นเบส ผสมกับ peach cordial ให้กลิ่นผลไม้ที่ชัดเจน ตัดกับควันบางๆ ที่ปลายจมูก เป็นแก้วที่มีมิติแต่เข้าถึงง่าย อีกแก้วคือ ‘River Fizz’ ที่ใช้ gin infused tea และ chili-salted soda ให้ความสดชื่นพร้อมความเผ็ดเค็มเล็กน้อย ดื่มแล้วให้ความรู้สึกเบาและมีชีวิตชีวา เหมาะกับการเริ่มต้นช่วงเย็น

ถัดมาที่ฝั่งตรงข้าม The Swan Lounge โซนที่ให้ความรู้สึกนิ่งและเป็นส่วนตัวมากขึ้น เครื่องดื่มของบาร์นี้มีโทนที่นุ่มและลึกขึ้น ‘Cafe Groni’ เป็นการตีความ negroni ใหม่ โดยใช้ sake, café vermouth และ chocolate bitters ให้กลิ่นที่ชวนให้นึกถึงทั้งกาแฟและของหวานในแก้วเดียว ขณะที่ ‘Sky Link 42’ ใช้ vodka และ homemade sparkling wine ผสมกับ cranberry cordial ให้ความรู้สึกสด เบา และสะอาด เป็นแก้วที่เหมาะกับการนั่งมองวิวเมืองไปเรื่อยๆ

บริเวณ The Circle of Eggs ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Egg Bar และรายล้อมด้วย Egg™ Chair ที่เป็นเอกลักษณ์ เครื่องดื่มมีความ expressive มากขึ้น ‘Cheesecake Margarita’ ใช้ tequila และ mezcal เป็นฐาน เสริมด้วย cheesecake cordial ให้ texture ที่นุ่มและกลิ่นควันบางๆ เป็นแก้วที่ทั้ง playful และจริงจังในเวลาเดียวกัน อีกแก้วคือ ‘Reverse Manhattan’ ที่ใช้ Canadian Club whisky กับ chili sweet vermouth ให้ความลึกและความเผ็ดเบาๆ เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับการนั่งนานๆ และปล่อยให้บทสนทนาดำเนินไป
สำหรับ The Terrace โซนเอาต์ดอร์ที่เปิดรับวิวเมืองแบบเต็มสายตา เครื่องดื่มมีความโปร่งและสดชื่นมากขึ้น ‘Tiramisu Punch’ ผสม tequila, cold brew coffee และ mascarpone ให้ความรู้สึกเหมือนของหวานในรูปแบบที่ดื่มได้ มีทั้งความเข้มของกาแฟและความนุ่มของครีมในคำเดียว ขณะที่ ‘Limonaia Tonic’ ใช้ dark rum และ hibiscus ให้รสเปรี้ยวสดเล็กน้อย พร้อมความขมบางๆ ที่ปลายลิ้น เป็นแก้วที่เข้ากับช่วงเวลาที่ลมเริ่มเย็นลงและแสงของเมืองเริ่มเปลี่ยน

และสุดท้ายคือ The Whispering Room บาร์ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านในและมีบรรยากาศเงียบที่สุด เครื่องดื่มของบาร์นี้จึงมีโทนที่นิ่งและคลาสสิกมากขึ้น ‘Jack Rose’ ใช้ Apple Jack เป็นเบส ให้กลิ่นแอปเปิลที่ชัด ตามด้วย grenadine และมะนาวที่ช่วยสร้างสมดุลของรสชาติ เป็นแก้วที่เรียบง่ายแต่แม่นยำ อีกแก้วคือ ‘Matador No.1’ ที่ใช้ reposado tequila, pineapple juice และ cointreau เสริมด้วย saline solution เพื่อดึงรสชาติทั้งหมดให้ชัดขึ้น ให้ความรู้สึกสดชื่นในแบบที่ยังคงความสงบของพื้นที่

Good for…
คนที่หาบาร์ดีๆ นั่งในย่านพระราม 4 หรือใกล้สวนลุมพินีที่ให้มากกว่าการมองวิว แถมพื้นที่ยังถูกออกแบบมาให้อยากนั่งอยู่ได้นาน ทั้งเครื่องดื่มที่มีคาแรกเตอร์ และบรรยากาศโซเชียลคลับ จะมานั่งจิบค็อกเทลเบาๆ หลังเลิกงาน นัดเจอเพื่อน หรือใช้เวลาอยู่กับตัวเองก็ย่อมได้ รวมถึงใครที่อยากเอ็นจอยกับรูฟท็อป ที่มีเอกลักษณ์ The NORM ก็เป็นอีกหนึ่งบาร์ที่น่าลองมาสักครั้ง
The NORM Bangkok
Address: ชั้น 42 Dusit Central Park Offices
Open: เปิดให้บริการทุกวันเวลา 17:00-02:00 น.
Contact: The NORM Bangkok , Fritz Hansen Bangkok , NORSE Republics
Budget: 400-2,000 บาทต่อคน
ภาพ: ลักษณา บุญญาปฏิภา, The NORM Bangkok


