×

BBC วิเคราะห์เลือกตั้งไทย ชี้ ‘ผลเลือกตั้งที่โพลไม่คาดคิด’ มองฝ่ายปฏิรูปแข่งขันลำบาก อนุทินไร้อุปสรรค

10.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบบทความ BBC วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งไทย ชี้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้นำฝ่ายชนะ

โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสำนักข่าว BBC เผยแพร่บทความในหัวข้อ “การเลือกตั้งไทย: ผลการเลือกตั้งที่โพลไม่เคยคาดคิดมาก่อน” โดยชี้ถึงชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล ที่พลิกความคาดหมาย เมื่อเทียบกับผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนก่อนการเลือกตั้งที่คาดการณ์ว่าพรรคประชาชนจะได้รับชัยชนะและอาจจะได้ที่นั่ง สส. มากกว่าในปี 2023 แต่ท้ายที่สุดกลับต้องพบกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ ในขณะที่พรรคภูมิใจไทย เอาชนะไปด้วยจำนวนที่นั่ง สส. มากกว่า 190 ที่นั่ง

 

เฮดยังตั้งคำถามว่า ทำไมพรรคประชาชนในฐานะพรรคฝ่ายปฏิรูปที่มีแนวคิดก้าวหน้าและใช้กลยุทธ์การตลาดที่สร้างสรรค์และเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จึงทำผลงานได้แย่กว่าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองแบบเก่าที่เน้นผลประโยชน์ส่วนตัวและมีอุดมการณ์ที่ชัดเจนเพียงแค่ความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ

 

ขณะที่เขาชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้สำหรับฝ่ายปฏิรูป ถือเป็น ‘การแข่งขันที่ยากลำบากมากกว่า’

 

โดยระบบการลงคะแนนแบบผสมนั้นมีส่วนสำคัญ ซึ่งประชาชนไทยต้องลงคะแนน 2 ครั้ง คือลงคะแนนสำหรับผู้สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งของตน และลงคะแนนสำหรับ สส. แบบบัญชีรายชื่อตามพรรคการเมืองที่ตนชื่นชอบ

 

ในระบบคะแนนบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนได้รับคะแนนเสียงเกือบ 10 ล้านเสียง ซึ่งดีกว่าพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับคะแนนเสียงเกือบ 6 ล้านเสียง แต่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีสัดส่วนคิดเป็นเพียง 20% ของที่นั่ง สส. ในสภาผู้แทนราษฏรทั้งหมด 500 ที่นั่ง

 

ส่วน สส.อีก 80% มาจากการลงคะแนนเลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดในแต่ละเขตเลือกตั้งจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งเฮดมองว่า นี่คือจุดที่พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหม่และมีฐานเสียงอยู่ในเมืองเป็นหลัก ยังคงอ่อนแอ เพราะขาดเครือข่ายในพื้นที่ชนบท

 

ในทางตรงกันข้าม เฮดชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยเชี่ยวชาญในการใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อดึงผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่มาอยู่ข้างตน

 

“อนุทินใช้การดึงตัวนักการเมืองอาวุโสจากพรรคอื่น ๆ มาเสริมกำลังพรรคภูมิใจไทย ทำให้จากพรรคระดับจังหวัดขนาดกลางที่ได้ สส. เพียง 51 ที่นั่งในปี 2019 กลายเป็นพรรคการเมืองระดับชาติที่ชนะการเลือกตั้งในปัจจุบัน” เฮดกล่าว

 

นอกจากนี้ เขามองว่าการที่ฝ่ายปฏิรูปจะสร้างความแตกต่างให้กับตนเองในประเด็นใดประเด็นหนึ่งนั้นยากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้

 

โดยเฮดชี้ว่า ในปี 2023 หลังจากผ่านพ้นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มานานถึง9 ปี ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และพรรคก้าวไกลภายใต้การนำของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้มีบุคลิกดีและเป็นที่ชื่นชอบ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำข้อตกลงใดๆ กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ตามแคมเปญ ‘มีลุงไม่มีเรา’

 

สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของประชาชน และทำให้เกิดกระแสสนับสนุนอย่างล้นหลามในช่วงสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีประเด็นสำคัญเช่นนั้น

 

ในขณะที่อนุทิน และพรรคภูมิใจไทยสามารถรวมเสียงสนับสนุนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมไว้ได้ ซึ่งแตกต่างจากปี 2023 ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมลงคะแนนเสียงแตกกระจายไปหลายพรรค

 

ขณะที่เฮดมองว่า จุดยืนเรื่องชาตินิยมอันแข็งกร้าวของอนุทินเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา และการสนับสนุนกองทัพอย่างแน่วแน่ ตลอดจนความจงรักภักดีอย่างแรงกล้าต่อสถาบันฯ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาคือผู้นำของฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทย

 

เฮดยังชี้ถึงอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง คือการตกต่ำลงอย่างมากของพรรคเพื่อไทย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพรรคที่ไม่มีใครเอาชนะได้ในการเลือกตั้ง โดยได้รับการสนับสนุนจากอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร

 

โดยในปี 2023 พรรคเพื่อไทยได้อันดับ 2 ด้วยจำนวน สส. 141 ที่นั่ง แต่ครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะลดลงราวครึ่งหนึ่ง หลังจากที่ผ่านความวุ่นวายทางการเมืองในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรี 2 คนของพรรค ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง โดยกรณีของแพทองธาร ยังถูกกล่าวหาว่าจัดการความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างไม่เหมาะสม

 

เฮดระบุว่า การเลือกตั้งในปี 2023 นั้นพรรคเพื่อไทยสูญเสียการสนับสนุนให้กับพรรคก้าวไกล แต่ในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยและพรรคอนุรักษ์นิยมอื่นๆ เป็นฝ่ายได้รับประโยชน์จากความนิยมที่ลดลงของพรรคเพื่อไทย ในฐานที่มั่นเดิมทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

อีกปัจจัยคือการที่พรรคประชาชน ยกมือสนับสนุนอนุทินให้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว หลังจากรัฐบาลเพื่อไทยชุดที่ 2 ล่มสลาย

 

เฮดมองว่า การที่พรรคประชาชนไม่เรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการแลกเปลี่ยนกับคะแนนโหวตในสภา ทำให้พรรคประชาชนเปิดโอกาสให้อนุทินแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญ ซึ่งกลายเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้นำที่มุ่งมั่น

 

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ทั้งพรรคถูกยุบไป 2 ครั้ง ผู้นำหลายคนของพรรคถูกห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และอดีต สส.ก้าวไกล 44 คน ยังต้องเผชิญกับคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ ร้ายแรง อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนที่เคยสนับสนุนพรรคก้าวไกลเมื่อ 3 ปีก่อนรู้สึกผิดหวัง ซึ่งผลสะท้อนนั้นเห็นได้จากอัตราการมาใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนไทยในครั้งนี้ ซึ่งอยู่ที่ 65% ลดลงอย่างมากจาก 75% ในปี 2023

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับอนุทิน เฮดมองว่าเขาจะไม่เผชิญกับอุปสรรคเช่นนั้น โดยวิธีการต่างๆ ที่องค์กรอิสระนำมาจำกัดการทำหน้าที่ของรัฐบาล พรรค และนักการเมือง ซึ่งเฮดเปรียบเทียบว่าเป็น ‘กุญแจมือของระบอบประชาธิปไตยไทย’ จะถูกนำมาใช้กับผู้ที่ท้าทายสถานะที่เป็นอยู่เท่านั้น

 

เขามองว่าหากอนุทินสามารถตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลขนาดเล็กได้ ก็มีโอกาสที่ดีที่จะดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้นำพลเรือนของไทยคนใดทำได้มากว่า 20 ปีแล้ว

 

ภาพ : ศวิตา พูลเสถียร

 

อ้างอิง :

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising