นาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ประกันสังคม’ กลายเป็นประเด็นร้อน ที่สังคมให้การจับตามอง อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม ที่ชวนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการบริหารเงินสมทบ ว่ายึดโยงผลประโยชน์ของผู้ประกันตนในระบบเกือบ 25 ล้านคนมากน้อยแค่ไหน?
ล่าสุดแม้ประกันสังคมจะอัปเดตสถานะการบริหารเงินลงทุนกองทุนฯ ว่า ณ สิ้นปี 2568 กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนสะสมรวม 2.9 ล้านล้านบาท สร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้ว 80,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 6.1% ของพอร์ตการลงทุน
แต่มีนักวิชาการตั้งข้อสงสัยถึงที่มาของอัตราผลตอบแทนดังกล่าว โดยหากคำนวณตาม ตัวเลขอ้างอิงประกันสังคม อัตราการเติบโตของผลตอบแทนจะอยู่ที่ราว 2% เท่านั้น
และหากเจาะดูไส้ในพอร์ตลงทุน จะพบว่า หลายครั้งประกันสังคมมักลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสขาดทุนมากกว่าทำกำไร สะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์การลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น การลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 และการลงทุนในกองทุนรวม TU-PF
ในภาพใหญ่ เรารับรู้แล้วว่า ประกันสังคมมีปัญหาเชิงโครงสร้าง จากการบริหารที่ยึดโยงกับระบบราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาแก้ไข แต่หากมองให้ใกล้ตัวมากขึ้นเราในฐานะผู้ประกันตนรู้จักและเข้าใจเงื่อนไขการส่งเงินสมทบ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทดแทนขนาดไหน ในปี 2569 นี้มีเงื่อนไขอะไรอัปเดตใหม่ กระทบต่อคนทำงานอย่างไรบ้าง
THE STANDARD WEALTH สรุปคู่มือประกันสังคม 101 ฉบับเข้าใจง่าย ปูพื้นฐานความเข้าใจตั้งแต่โครงสร้างกองทุน จนถึงอัปเดตสิทธิประโยชน์ ล่าสุดหลังปรับเพดานค่าจ้างเงินสมทบ มนุษย์เงินเดือนอ่านจบแล้วเข้าใจหน้าที่ประกันสังคม ไม่งงเวลาใช้สิทธิ
จุดเริ่มต้นของกองทุนประกันสังคม และทำไมแรงงานไทย ‘ต้องมี’
กองทุนประกันสังคมจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนประกันสังคม พ.ศ. 2533 เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับลูกจ้าง โดยเน้นหลักการ ‘เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข’ รับประกันสิทธิประโยชน์เงินชราภาพ (บำเหน็จ/บำนาญ) พร้อมความคุ้มครองกรณีไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร โดยลูกจ้าง(ผู้ประกันตน) นายจ้าง และรัฐบาลต้องร่วมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน
ด้วยความที่รูปแบบกองทุนผสมผสานระหว่างการเป็นเงินออมหลังเกษียณ และการให้สวัสดิการคุ้มครองกรณีไม่คาดฝัน เงินสมทบส่วนใหญ่จึงถูกกันไว้เป็นเงินชราภาพ และมีการจ่ายเงินออกไปอยู่ตลอด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของประกันสังคมจึงมีข้อจำกัดมากกว่าบัตรทองที่เป็นหลักประกันสุขภาพของคนไทยทุกคน
พูดให้เข้าใจง่าย ก็คือ เป้าหมายการบริหารเงินเพื่อให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกัน จึงเปรียบเทียบกันไม่ได้
เงินประกันสังคมมาจากไหน ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง
เงินสะสมในกองทุนประกันสังคมมาจากการจัดเก็บเงินสมทบของ 3 ฝ่าย ได้แก่ นายจ้างสมทบในอัตรา 5% ลูกจ้างสมทบในอัตรา 5% และรัฐบาลสมทบในอัตรา 2.75% โดยแบ่งการบริหารเงินออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกสำรองไว้เป็นจ่ายสิทธิประโยชน์ ทดแทนให้ผู้ประกันตน ใน 7 กรณี
1. ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
2. คลอดบุตร
3. ทุพพลภาพ
4. ตาย
5.สงเคราะห์บุตร
6.ชราภาพ
7.ว่างงาน
ส่วนที่เหลือส่งให้กองบริหารการลงทุน นำไปลงทุนต่อเพื่อให้มีการเติบโต และดูแล
สิทธิประโยชน์ระยะยาวในอนาคต เช่น เงินบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพ
สำหรับสัดส่วนการแบ่งเงินประกันสังคมจะให้ความสำคัญกับการเก็บเงิน ส่วนใหญ่สะสมไว้รอจ่ายเงินชราภาพ เมื่อผู้ประกันตนเกษียณอายุ
สะท้อนจากข้อมูลล่าสุดปี 2566 พบว่า เงินกองทุนประกันสังคมสะสม ส่วนใหญ่กว่า 86.86% มูลค่า 2,193,779 ล้านบาท ถูกเก็บไว้ใช้จ่ายสิทธิประโยชน์ทดแทนในกองทุน 2 กรณี ได้แก่ กรณีสงเคราะห์บุตร และชราภาพ
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2568 กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนสะสมรวม 2,859,400 ล้านบาท โดยเป็นเงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล จำนวน 1,728,722 ล้านบาท
ประกันสังคม นำเงินเราไปลงทุนอะไรบ้าง
ด้วยความที่กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนบำนาญประเภทกำหนดผลประโยชน์ตายตัว (Defined Benefit: DB) ซึ่งกำหนดสิทธิประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนจะได้รับไว้แน่นอน โดยไม่ผันแปรไปตามจำนวนเงินที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุน ดังนั้นคณะกรรมการประกันสังคมต้องกำหนดกรอบนโยบายการลงทุนที่เน้นรักษาความมั่นคงของกองทุนให้สามารถมีเงินจ่ายสิทธิประโยชน์กับผู้ประกันตนจนถึงยามเกษียณ
โดยปัจจุบันกองทุนประกันสังคมบริหารเงินลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนฉบับที่ 5 ระยะที่ 1 (2568-2570) ซึ่งเป็นกรอบนโยบายการลงทุนที่กำหนดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ โดยต้องลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูง 65% และหลักทรัพย์เสี่ยง 35% แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 53% และต่างประเทศ 47%
โดยให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้มากที่สุด 68% สะท้อนว่ากองทุนลงทุนโดยรับความเสี่ยงต่ำมากเพื่อรักษาเงินต้น
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การรับความเสี่ยงที่ต่ำเกินอาจฉุดรั้งศักยภาพการสร้างผลตอบแทน ที่แท้จริงของพอร์ตขนาด 2.9 ล้านล้านบาท
ล่าสุดคณะกรรมการประกันสังคมมีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนกรอบนโยบายการลงทุน (Strategic Asset Allocation: SAA) ขยายกรอบสัดส่วนการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ เสี่ยงสูง (High Risk) และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (Low Risk) ให้อยู่ในระดับที่สมดุลกันคือ 50:50 ในช่วงปี 2571-2572 เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กองทุน ก่อนเข้าสู่ช่วงสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
จ่ายเงินสมทบ 875 บาท ได้สิทธิอะไรบ้าง
ประกันสังคมได้ปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดแบบขั้นบันไดที่ใช้คำนวณเงินสมทบใหม่ เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนให้เหมาะกับค่าครองชีพ และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการปรับเพดานค่าจ้างครั้งแรกในรอบ 35 ปี ตั้งแต่มีการจัดตั้ง สำนักงานประกันสังคม
โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จะต้องส่งเงินสมทบสูงสุดที่ 875 บาทต่อเดือน จากเพดานค่าจ้างเดิม 15,000 บาท ส่งเงินสมทบเดือนละ 750 บาท ทั้งนี้ผู้ที่มีค่าจ้างไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว จะจ่ายเงินสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้างจริง
ทั้งนี้ผู้ที่มีค่าจ้าง 17,500 บาทขึ้นไป และส่งเงินสมทบครบ 3 เดือนขึ้นไป จะได้รับสิทธิเพิ่มใน 7 กรณี ดังนี้
1.กรณีเจ็บป่วย / ทุพพลภาพ
รับเงินทดแทนการขาดรายได้เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน (291.67 บาท/วัน) จากเดิม 7,500 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพ
เงินทดแทนนี้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในช่วงรักษาตัวได้มากขึ้น
2.กรณีว่างงาน
รับเงินทดแทนการขาดรายได้ โดยแบ่งสิทธิประโยชน์เป็น 2 กรณี
- กรณีลาออก: 30% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ชดเชยไม่เกิน 90 วัน สูงสุด 5,250 บาทต่อเดือน
- กรณีถูกเลิกจ้าง: 60% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ชดเชยไม่เกิน 180 วัน สูงสุด 10,500 บาทต่อเดือน
3. กรณีคลอดบุตร
เหมาจ่าย 15,000 บาทต่อครั้ง ฝากครรภ์ 1,500 บาท รับเงินสงเคราะห์การหยุดงาน เพื่อคลอดบุตรเพิ่มเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง จากเดิม 22,500 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายสำหรับคุณแม่มือใหม่
4. กรณีเสียชีวิต
ค่าทำศพ 50,000 บาท และรับเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต หากจ่ายเงินสมทบ 36 เดือนขึ้นไป เพื่อช่วยครอบครัวให้มีหลักประกันยามสูญเสีย โดยแบ่งสิทธิประโยชน์ตามงวดส่งเงินสมทบดังนี้
- ผู้ที่ส่งเงินสมทบ 36 – 119 งวด จะได้รับ 35,000 บาท
- ผู้ที่ส่งเงินสมทบ 120 งวดขึ้นไป จะได้รับ 105,000 บาท
5.เงินออมชราภาพ (บำเหน็จ/บำนาญ)
นายจ้างจะสมทบเพิ่มให้อีกเท่าตัว รวมเป็นเงินสมทบสะสม 1,050 บาทต่อเดือน จากเดิม 900 บาท
ทั้งนี้การปรับเพดานค่าจ้างครั้งนี้ เป็นการปรับขึ้นแบบขั้นบันได เพื่อลดผลกระทบต่อนายจ้าง และลูกจ้างให้มีเวลาปรับตัว โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ
- ระยะที่ 1 (1 ม.ค. 2569 – 31 ธ.ค. 2571): เพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท (สมทบ 875 บาท/เดือน)
- ระยะที่ 2 (1 ม.ค. 2572 – 31 ธ.ค. 2574): เพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท (สมทบ 1,000 บาท/เดือน)
- ระยะที่ 3 (1 ม.ค. 2575 เป็นต้นไป): เพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท (สมทบ 1,150 บาท/เดือน)
ขอรับเงินชดเชย ‘ว่างงาน’ ทำอย่างไร?
สำหรับผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงาน ต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งเป็นผู้ว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป และจะต้องมีการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมอย่างน้อย 6 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนว่างงาน โดยต้องไม่ถูกเลิกจ้างเพราะทำความผิดร้ายแรง
โดยผู้ประกันตนจะต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานในเว็บไซต์กรมการจัดหางาน (https://e-service.doe.go.th/login.do) หลังจากว่างงานครบ 8 วัน แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับจากวันที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง หากขึ้นทะเบียนล่าช้า จะไม่ได้รับเงินชดเชยย้อนหลัง
สำหรับผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนทันภายใน 30 วัน จะได้รับเงินชดเชยนับตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงาน โดยแบ่งเงินชดเชยออกเป็น 2 กรณี
- กรณีลาออก: 30% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ชดเชยไม่เกิน 90 วัน สูงสุด 5,250 บาทต่อเดือน
- กรณีถูกเลิกจ้าง: 60% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ชดเชยไม่เกิน 180 วัน สูงสุด 10,500 บาทต่อเดือน
หลังจากขึ้นทะเบียนว่างงานแล้วจะต้องรายงานตัวออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมการจัดหางาน ตามวันนัดหมายเดือนละ 1 ครั้ง โดยจะรายงานตัววันใดก็ได้ภายในเดือนนั้นๆ และในงวดสุดท้ายของการรับเงินชดเชย จะต้องมีการรายงานตัวในเดือนนั้น จึงจะได้รับเงินประโยชน์ทดแทน
สำหรับการรับเงินชดเชยว่างงาน โดยปกติจะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีภายใน 7-10 วันทำการ นับตั้งแต่วันรายงานตัว ทั้งนี้ หากผู้ประกันตนลืมรายงานตัว จะไม่ได้รับเงินชดเชยในเดือนนั้นๆ
ถ้าขาดส่งเงินสมทบ จะถูกตัดสิทธิประโยชน์ไหม
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง (ขาดส่งเงินสมทบ เพราะไม่มีนายจ้าง) จะยังได้รับความคุ้มครองต่ออีก 6 เดือน นับจากเดือนสุดท้าย ที่ส่งเงินสมทบ โดยยังใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้ครบทั้ง 7 กรณี แต่หากพ้น 6 เดือนแล้วยังไม่กลับมาทำงานในระบบ หรือไม่ได้สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 เพื่อรักษาสิทธิประกันสังคม สถานะการเป็นผู้ประกันตนจะสิ้นสุดลง
เราเลือกที่จะ ‘ไม่อยู่’ ในระบบประกันสังคมได้ไหม
ถ้าเรายังเป็นแรงงานในระบบที่ได้รับเงินเดือนจากนายจ้าง เราจะถูกบังคับให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมอัตโนมัติ เพราะกฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ลูกจ้างตั้งแต่เริ่มทำงาน โดยเงินสมทบที่ถูกหักออกจากเงินเดือนทุกเดือน ส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้เป็นเงินบำนาญชราภาพยามเกษียณ (บำเหน็จ/บำนาญ)
และไม่สามารถถอนออกมาใช้ได้จนกว่าจะสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน เมื่ออายุครบ 55 ปี


