ในวันที่โลกถูกขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หรือที่ OECD เรียกว่า Twin Transitions ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยกลับดูเหมือนจะเดินสวนทาง ข้อมูลจากภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ระบุชัดเจนว่า ไทยกำลังเผชิญ วิกฤตซ้อนวิกฤต ตั้งแต่ผลสอบ PISA 2022 ที่ดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 20 ปี ไปจนถึงวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชนที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางการขาดแคลนจิตแพทย์เด็กในต่างจังหวัด
ท่ามกลางสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ซึ่งเป็นการรวมตัวของเครือข่ายกว่า 40 องค์กร ได้ยื่นข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ว่า การกระจายอำนาจทางการศึกษาไม่ใช่เพียงทางเลือกในการบริหารจัดการ แต่คือเงื่อนไขความอยู่รอดของเด็กไทยในโลกที่ผันผวน
ตีแผ่ 4 อุปสรรคเชิงโครงสร้าง: ทำไมพื้นที่นวัตกรรมถึงยังไม่ไปไหน?
แม้ประเทศไทยจะมีการริเริ่มพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาใน 20 จังหวัด เพื่อให้อิสระแก่โรงเรียน แต่จากการถอดบทเรียนหน้างานจริง TEP พบว่ายังติดหล่มความย้อนแย้งที่ทำให้การปฏิรูปเป็นไปได้ยาก โดยมี 4 ข้อจำกัดสำคัญ คือ
1. อุปสรรควิชาการ: สอนแบบใหม่ แต่สอบแบบเก่า
โรงเรียนหลายแห่งพยายามนำการเรียนรู้ฐานสมรรถนะมาใช้เพื่อให้เด็กคิดเป็นทำเป็น แต่ระบบรายงานผล (ปพ.) และการสอบ O-NET กลับยังยึดติดกับหลักสูตรแกนกลางปี 2551 ผลคือครูต้องแบกภาระงานซ้ำซ้อนเพื่อตอบสนองระบบวัดผลแบบเก่าที่แข็งตัว
2. อุปสรรคด้านบุคลากร: อยากได้คนเก่ง แต่กฎระเบียบไม่เอื้อ
พื้นที่พยายามใช้ระบบ Headhunting เพื่อหาผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ แต่กลับติดขัดที่ระเบียบราชการส่วนกลาง ฐานข้อมูลบุคลากรที่ไม่เชื่อมโยง และสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ที่ไม่กล้าใช้อำนาจตามกฎหมาย Sandbox เพราะกลัวผิดระเบียบเดิม
3. อุปสรรคการประเมินคุณภาพ: ประเมินเพื่อตัดสิน ไม่ใช่เพื่อพัฒนา
ระบบประกันคุณภาพภายนอกแบบเดิมยังเน้นการตรวจเอกสารและตัวชี้วัดที่ไม่คำนึงถึงบริบทพื้นที่ ทำให้โรงเรียนเสียเวลาไปกับการเตรียมเอกสารที่ไม่สะท้อนความสำเร็จของเด็กจริง
4. อุปสรรคความเหลื่อมล้ำ: กระบวนการดี แต่ผลสัมฤทธิ์ยังต้องรอ
แม้พื้นที่นวัตกรรมจะมีความร่วมมือที่ดีขึ้น แต่ช่องว่างของผลสัมฤทธิ์ ยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าแค่เปลี่ยนกฎหมายไม่พอ ต้องมีการลงทุนทรัพยากรลงไปที่ห้องเรียนและตัวครูให้มากกว่านี้
5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน: พลิกโฉมจากผู้สั่งการเป็นผู้สนับสนุน
เพื่อให้การปฏิรูปเกิดขึ้นจริง TEP จึงเสนอ 5 นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องลงมือทำ
- Re-Targeting: ประกาศวาระเร่งด่วนปรับเป้าหมายการศึกษาสู่การศึกษาฐานสมรรถนะอย่างเต็มรูปแบบ พัฒนาให้เด็กไทยมีเจตคติ ทักษะ และความรู้ที่ผสมผสานกันจนอยู่รอดได้ในโลกจริง
- Decentralization as a Condition: ลดโครงการสั่งการจากส่วนกลางให้เหลือเท่าที่จำเป็น คืนอิสระให้พื้นที่และโรงเรียนได้มีสมาธิกับการสร้างคุณภาพสถานศึกษาตามมาตรฐานสมรรถนะ
- School Autonomy: ปลดล็อกให้โรงเรียนทั่วประเทศเลือกและปรับใช้หลักสูตรสถานศึกษาได้เองอย่างอิสระ พร้อมระบบรายงานผลที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับตัวตนของแต่ละโรงเรียน
- Sandbox Empowerment: ใช้พื้นที่นวัตกรรมเป็นสนามทดสอบการกระจายอำนาจ 3 ด้าน ได้แก่ ระบบบริหารครูและบุคลากร การประเมินคุณภาพภายนอกรูปแบบใหม่ที่เน้นพัฒนาโรงเรียนที่มีความเสี่ยง และการทำงานบูรณาการระหว่างกระทรวงในระดับพื้นที่
- Inclusive Partnership (หุ้นส่วน 3 เปิด): เปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอก (อาทิ ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิต) ภาคเอกชน และนักเรียน เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและประเมินผลผ่านเครื่องมือประชาธิปไตยในโรงเรียน
เจตจำนงทางการเมืองคือคำตอบสุดท้าย
บทเรียนจากประเทศชั้นนำอย่างเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น หรือเอสโตเนีย ชี้ชัดว่า การกระจายอำนาจคือหัวใจสำคัญของการปฏิรูป ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วย 3 เสาหลักที่สมดุล คือ ความเป็นอิสระ ขีดความสามารถ และความรับผิดชอบ
การกระจายอำนาจไม่เท่ากับการปล่อยให้ทำเองทุกอย่าง แต่มันคือการเปลี่ยนโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคให้กลายเป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น
คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้คือ พรรคการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่จะกล้าเปลี่ยนเจตจำนงทางการเมืองให้เป็นการปฏิบัติจริงได้ทันเวลา ก่อนที่อนาคตของเด็กไทยจะมืดมนไปกว่านี้หรือไม่
อ้างอิง:


