วันนี้ (6 มิถุนายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบรายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ในหัวข้อความต้องการ AI ของประชาชน
ซึ่งผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มความตื่นตัวและการเปิดรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าประชาชนร้อยละ 91.2 มีความรู้ความเข้าใจหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI และมีประชาชนถึงร้อยละ 72.5 ที่เคยนำ AI มาประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน และการประกอบอาชีพ ซึ่งระบุถึงการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้อย่างเป็นรูปธรรม
ผลการสำรวจระบุเพิ่มเติมว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.7 แสดงความคิดเห็นเห็นด้วยให้รัฐบาลขับเคลื่อนโครงการ TH-AI Passport ต่อไป ภายใต้เงื่อนไขการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการใช้หลักธรรมาภิบาลและการนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ สถิติจากผลสำรวจยังสะท้อนถึงความต้องการของภาคประชาชนในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและปากท้องอย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียดความต้องการในด้านต่างๆ ดังนี้:
- ร้อยละ 91.7 ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ
- ร้อยละ 88.5 ต้องการให้ใช้ AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ
- ร้อยละ 87.2 ต้องการให้มีการกระจายความรู้และการเข้าถึงการใช้งาน AI อย่างเท่าเทียม
- ร้อยละ 85.3 ต้องการให้นำ AI มายกระดับระบบการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานไทย
- ร้อยละ 83.1 และ 81.6 ต้องการให้ AI มีบทบาทในการดูแลความปลอดภัยสาธารณะ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ตามลำดับ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลพร้อมนำข้อเสนอแนะและผลสำรวจดังกล่าวมาบูรณาการเป็นแนวทางหลักในการขับเคลื่อนนโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ โดยมุ่งเน้นใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน, การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ, การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล, การพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านระบบการศึกษาและทักษะแรงงาน, และการเสริมสร้างความปลอดภัยรวมถึงคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังพร้อมตอบสนองข้อเสนอของประชาชนที่ต้องการระบบสนับสนุนด้าน AI อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมให้ความรู้ การเข้าถึงเครื่องมือทางเทคโนโลยี การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ในระดับชุมชน และการจัดหาผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องร่วมกันวางมาตรการรองรับเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในทุกพื้นที่
ทั้งนี้ รัฐบาลมองว่าโครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชากรไทยมีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน


