22 มกราคม 2569 ตลาดโทรคมนาคมไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง จากการประกาศดีลแสนล้านที่ส่อแววปิดตำนาน 25 ปีของกลุ่มทุนนอร์เวย์ในไทยอย่าง ‘เทเลนอร์’ (Telenor) หลังตัดสินใจลงนามขายหุ้นในบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ในสัดส่วน 24.95% ให้กับ บริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (Arise) ซึ่งถือหุ้นโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการของ TRUE นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงว่าเทเลนอร์จะขายหุ้นส่วนที่เหลืออีก 5.35% ภายในระยะเวลา 2 ปีถัดจากนี้
หากการขายหุ้นลุล่วงตามสัญญา มูลค่าดีลครั้งนี้จะสูงถึงราว 1.23 แสนล้านบาท แต่การเปลี่ยนแปลงมักจะนำมาสู่คำถามและความไม่มั่นใจในหลายๆ เรื่อง จนส่งผลให้ราคาหุ้น TRUE ร่วงลงแรงถึง 15%
เพียง 1 วันหลังจากข่าวดังกล่าว THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์เจาะลึกกับ ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครั้งนี้

ยืนยันบริหาร TRUE ต่อ พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์เดิม
ประเด็นแรกที่ซิกเว่เน้นย้ำคือ ความเชื่อมั่นในทีมบริหาร เขาประกาศชัดเจนว่า “ผมจะอยู่ต่อแน่นอน” รวมถึงทีมบริหารเดิมจากเทเลนอร์ก็จะยังคงทำงานต่อไปอย่างไร้รอยต่อ ซิกเว่มองว่าดีลนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางธุรกิจที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ก่อนควบรวมกิจการ
ยุทธศาสตร์ของ TRUE จะยังคงมุ่งเน้นที่ 3 เสาหลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ส่วนแรกคือ วินัยทางการเงินที่เข้มงวด โดยยืนยันการมุ่งเน้นที่กำไร และการลดภาระหนี้ อย่างต่อเนื่อง
ส่วนที่สองคือ นโยบายเงินปันผลแบบก้าวหน้า TRUE จะยังคงรักษาคำสัญญาในการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นตามผลประกอบการ
ส่วนที่สามคือ การเติบโตของรายได้ที่เน้นคุณภาพ มุ่งเน้นการสร้างรายได้จากฐานลูกค้าเดิมผ่านบริการที่หลากหลายมากขึ้น แทนการทำสงครามราคากับคู่แข่ง
อนาคตของ ‘Dtac’ ในยุคผลัดใบ
เมื่อถามถึงแบรนด์ ‘Dtac’ ที่ผูกพันกับคนไทยมานาน ซิกเว่กล่าวว่า “เรากำลังทำงานอย่างหนักในเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย”
ปัจจุบันได้ครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ในการรักษาแบรนด์ ‘True’ และ ‘Dtac’ ไว้ตามข้อตกลงจากการควบรวมกิจการก่อนหน้านี้
เมื่อถามถึงระหว่างลูกค้า Dtac และ True ณ ปัจจุบัน ซิกเว่บอกว่า “ปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกัน เพราะลูกค้า Dtac และ True ได้รับบริการบนมาตรฐานเดียวกัน แต่สิ่งที่เราพยายามทำตอนนี้เมื่อมองไปที่แบรนด์ในอนาคต คือการที่เราเรียกตัวเองว่าเป็น Telco-Tech เราจึงต้องการแบรนด์ที่แตกต่างจากสิ่งที่ Dtac หรือ True เคยเป็นในอดีต”

ซิกเว่ ย้ำว่า Dtac มีความแข็งแกร่งมากในกลุ่มนักท่องเที่ยวและกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย และมีลูกค้าที่จงรักภักดีมาก ดังนั้นเมื่อสร้างแบรนด์ในอนาคต ต้องดูว่าจะดูแลลูกค้าเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างไร เพราะ “สำหรับเรานี่เป็นเรื่องของมูลค่าที่เรามอบให้ลูกค้า ไม่ใช่แค่ชื่อแบรนด์”
เมื่อคู่แข่งไม่ใช่แค่ AIS แต่คือ ‘Big Tech’ ระดับโลก
แนวโน้มอุตสาหกรรมหลังจากนี้จะเปลี่ยนจากการแย่งชิงฐานลูกค้าไปสู่การแข่งขันด้าน Digital Ecosystem ซิกเว่ยืนยันว่า AIS ไม่ใช่คู่แข่งเพียงรายเดียวอีกต่อไป แต่มองว่าบริษัทกำลังแข่งกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการครองใจและเวลาของลูกค้า
ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2568 ของ AIS ที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ระบุถึง ตัวเลขผู้ใช้งานทั้งสิ้น 46.3 ล้านหมายเลข เพิ่มขึ้น 271,300 หมายเลข ขณะที่ตัวเลขผู้ใช้ 5G อยู่ที่ 15.8 ล้านหมายเลข โดยมีรายได้จากการให้บริการหลักทั้งสิ้น 43,591 ล้านบาท กำไรสุทธิ 12,039 ล้านบาท
ส่วน TRUE ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2568 รายงานผลกําไรสุทธิ จํานวน 1.6 พันล้านบาท เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สามติดติอกัน ขณะที่มีรายได้รวม 47,230 ล้านบาท โดยมีใช้งานทั้งสิ้น 46.9 ล้านหมายเลข และผู้ใช้ 5G จำนวน 15.5 ล้านราย
ซิกเว่ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่ GDP ของไทยเติบโตในระดับต่ำ แต่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยกลับเติบโตเร็วกว่านั้นถึง 2 เท่า โดยคาดว่าจะขยายตัวถึง 4.2% ในปี 2026 นี่คือเหตุผลที่ TRUE ต้องรีบทรานส์ฟอร์มตัวเอง
อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่เขาเรียกว่า “More for More การเพิ่มราคาเฉยๆ โดยที่บริการเหมือนเดิมนั้นไม่ควรทำ แต่ถ้าคุณมอบคุณค่าหรือบริการเสริมที่มากกว่าให้ลูกค้า เขาก็มีศักยภาพที่จะจ่ายเพิ่มได้”
อย่างไรก็ตาม ซิกเว่มองว่า โครงสร้างราคาในไทยปัจจุบันถือว่า ‘ถูกมาก’ เมื่อเทียบกับคุณภาพโครงข่ายที่ติดอันดับโลก
“โครงข่ายในประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่นมาก ดีกว่ามากจริงๆ ไม่ใช่แค่ในเอเชีย ลองไปดูที่อังกฤษ เยอรมนี หรือฝรั่งเศส ซึ่งก็ช่วยให้ 70% ของคนไทยเคยลองใช้ AI แล้ว ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นมากเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ราคาในไทยก็ถูกกว่าประเทศอื่นมาก ดังนั้นในแง่หนึ่ง ลูกค้าไทยได้บริการที่มากกว่าในราคาที่ถูกกว่า”

ดังนั้น โมเดลธุรกิจแบบเดิมคือทำทุกอย่างเองจะต้องเปลี่ยนไป ในอนาคตโมเดลจะเป็นการทำงานร่วมกับพันธมิตรอื่น TRUE จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น เช่นในอนาคต อยากให้ TRUE คิดแบบ Amazon หรือ Netflix ที่ไม่มีคอลเซ็นเตอร์หรือหน้าร้าน แต่ติดต่อผ่านดิจิทัลทั้งหมด
เมื่อถามว่าจำนวนสาขาของ True จะลดลงใช่หรือไม่ ซิกเว่ตอบว่า “ใช่ครับ คู่แข่งสำคัญของเราตอนนี้ไม่ใช่แค่ AIS แล้ว แต่คือ Netflix, Google, Shopee, Lazada การบริการลูกค้าของเราจึงต้องคล้ายกับสิ่งที่พวกเขาทำ เส้นทางดิจิทัลต้องราบรื่นแบบนั้น”
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
มีสองสามอย่างที่ลูกค้าไทยต่างจากประเทศอื่น หนึ่งคือ ลูกค้าไทยมีความต้องการสูงกว่า (Demanding) และจะบอกทันทีถ้าพวกเขาไม่พอใจ อัตราการย้ายค่ายเกิดขึ้นเร็วมากถ้าบริการไม่ดีพอ
สองคือ ตลาดไทยมีความเป็นนวัตกรรมสูง ชอบอะไรใหม่ๆ โปรโมชันใหม่ๆ ตลอดเวลา และสามคือความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก TRUE ต้องปรับตัวให้ไว นี่คือสิ่งที่ทำให้ตลาดไทยมีความเป็นเอกลักษณ์
อย่างไรก็ตาม ซิกเว่บอกว่า จะเห็น S-Curve ใหม่ในธุรกิจดิจิทัลอื่นๆ แทน เพราะในเทลโก้จะเป็นการเติบโตแบบเส้นตรง (Linear) มากกว่า ซึ่งมาจากการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นและการที่ลูกค้าเต็มใจจ่ายสำหรับบริการดิจิทัลเสริมด้านบน
ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านตัวเองไปสู่ Tech-Telco ตัว TRUE ต้องพยายามพัฒนาเพื่อรักษาลูกค้าเดิม ถัดมาคือการทำงานแบบพันธมิตร ในแบบ Win-Win ซึ่งต้องมีการแชร์ผลประโยชน์กันมากขึ้น และสามคือ การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ให้ทัน เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก เช่น AI จึงไม่สามารถมีแผน 5 ปีหรือ 10 ปีนิ่งๆ ได้ แต่ต้องปรับแผนตลอดเวลา
อนาคตของ True ใต้ปีก Arise ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ (หน้าเดิม)
นอกจากการยืนยันว่าจะยังคงบริหาร TRUE ต่อไป ซิกเว่เปิดเผยถึงบทบาทใหม่ในฐานะ Executive Chairman ของธุรกิจดิจิทัลและเทลโก้ใน อะไรซ์ (Arise) ซึ่งจะทำให้เขาดูแลทั้ง TRUE, True IDC (ดาต้าเซ็นเตอร์) และ TrueMoney ให้ทำงานสอดประสานกันมากขึ้น
“Arise จะมีหน่วยธุรกิจแยกจากกัน แต่จะมีการทำงานร่วมกัน แน่นอนว่า True สามารถทำงานร่วมกับ TrueMoney, ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึง 7-Eleven, Lotus’s และ Makro เรากำลังมองหาช่องทางที่ 1+1 มากกว่า 2 เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกหน่วยธุรกิจ”

ศุภชัย เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ซึ่งให้ห้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีเชิงเปลี่ยนแปลง (Transformative Technologies) อาทิ ปัญญาประดิษฐ์, คลาวด์คอมพิวติ้ง และศูนย์ข้อมูล รวมถึงการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมและฟินเทคในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ
แต่การทำงานในลักษณะนี้จะไม่ใช่การเข้าไปลงทุน เพราะมันคือเรื่องของการโฟกัส “ผมต้องการให้ True โฟกัสในสิ่งที่เรารู้ดีที่สุด นั่นคือธุรกิจมือถือ, อินเทอร์เน็ตบ้าน และธุรกิจทีวี ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นบริษัทแยกต่างหาก เงินดิจิทัลก็เป็นบริษัทแยกต่างหาก แต่เรายังสามารถสร้าง Synergy ระหว่างกันได้”
ในส่วนของศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็น Hub ของภูมิภาคเนื่องจากมาเลเซียเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน ปัจจุบันมีการอนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในไทยมูลค่ากว่า 3,100 ล้านดอลลาร์ โดยมี True IDC เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญ
Virtual Banking ภายใต้ Arise และความร่วมมือกับ TrueMoney ซึ่งมีฐานลูกค้ากลุ่ม Underserved กว่า 60% ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคาร การได้รับใบอนุญาต Virtual Bank ในปี 2025 และเตรียมเปิดดำเนินการกลางปี 2026 จะเป็นจิกซอว์สำคัญในการสร้างบริการทางการเงินที่เข้าถึงคนไทยทุกคน
นอกจากนี้ TRUE ตั้งเป้าเป็นบริษัทที่ไร้ระบบเก่า (Legacy Free) โดยใช้ AI และคลาวด์ 100% เพื่อลดต้นทุนและสร้างระบบ Omni-channel ที่เข้าใจลูกค้าในทุกมิติ
“ประเทศไทยมีโอกาสจะเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านการเติบโตทางดิจิทัล แต่เรายังมี Startup และ Unicorn น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ ส่วนในด้านเทเลคอม True และ Arise อยู่ในตำแหน่งที่ดีมากที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ประเทศไทยควรจะเป็นประภาคารที่ส่องสว่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซิกเว่กล่าวทิ้งท้าย
ภาพปก: Wongsakorn 2468/Shutterstock


