วิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ กล่าวว่า อยากให้ค่าเงินบาทอ่อนในระดับที่เหมาะสมกับพื้นฐานเศรษฐกิจ พร้อมอธิบายว่า ทำไมเงินบาทจึงแข็งค่าหนักสุดในรอบเกือบ 5 ปี และตอบข้อเสนอที่ให้ธปท.เปลี่ยนไปใช้ ‘เป้าอัตราแลกเปลี่ยน’ แทน ‘เป้าเงินเฟ้อ’ ว่า “ต้องคิดให้รอบคอบ”
วันนี้ (21ธันวาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทมาจากปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) เป็นหลัก เช่น การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์จากปัจจัยต่างๆ เช่น ธีม Dollarization แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรีนแลนด์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม วิทัยกล่าวต่อว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เงินบาทที่แข็งค่าก็ยังมีสาเหตุมาจากโฟลว์ขายเงินดอลลาร์และซื้อเงินบาทจากร้านทองคำ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 35% ของธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศสุทธิ
“โฟลว์ทองคำ ทำให้บาทแข็งเกินจริง หรือเป็นตัว Amplifier โดยเฉพาะวันที่ทองคำราคาขึ้น” วิทัยกล่าว
ดังนั้น วิทัยจึงกล่าวว่า การปิดช่องโหว่ในโฟลว์ทองคำจึงเป็นเรื่องสำคัญ “แต่การปิดช่องโหว่ในโฟลว์ทองคำจะทำให้บาทหายแข็งเลยหรือไม่ ก็ต้องดูปัจจัยอื่นด้วย เช่น ปัจจัยพื้นฐาน”
นอกจากนี้ วิทัยกล่าวต่อว่า อีกปัจจัยที่ทำให้บาทแข็งในช่วงที่ผ่านมา มาจากเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของต่างชาติ (Non Resident) ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเงินที่ไหลเข้านี้ ธปท. ก็ไม่สามารถทำอะไร เนื่องจากไทยเป็นตลาดเสรี และก็ไม่สามารถออกมาตรการเก็บภาษีสกัดเงินไหลเข้าประเทศได้ เนื่องจากไทยเคยมีบทเรียนจากมาตรการกันสำรองเงินลงทุนต่างประเทศที่ส่งผลทำให้ตลาดหุ้น Crash มาแล้ว
การเปิดเผยในวันนี้ (21 มกราคม) เกิดขึ้นขณะที่ ค่าเงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 30.88 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 5 ปี (4 ปี 10 เดือน) ก่อนจะทยอยอ่อนค่าเล็กน้อยปิดที่ราว 31.09 บาทต่อดอลลาร์ (แข็งค่าขึ้นราว 8.43% YoY จากปีก่อน )
แบงก์ชาติเร่งออกมาตรการสกัดบาทแข็งต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เพื่อพยายามสกัดการแข็งค่าของเงินบาท ธปท.ภายใต้การนำของวิทัยได้ออกมาตรการมากมาย เช่น การยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า โดยเรียกตรวจเอกสารทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป การขยายวงเงินเว้นนำรายได้เข้าประเทศ เป็น 10 ล้านดอลลาร์ (จากเดิม 1 ล้านดอลลาร์) และการเพิ่มความเข้มงวดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกตรวจเอกสารธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทองคำ
รวมถึงอยู่ระหว่างการออกประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเรียกข้อมูลการซื้อขายทองคำ และพิจารณากำหนดเพดานการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สกุลบาท เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาท
วิทัยย้ำ ‘แบงก์ชาติ’ ไม่สามารถคุมค่าเงินได้
วิทัยยังกล่าวต่อว่า อยากเพิ่มความเข้าใจว่า แบงก์ชาติไม่สามารถคุมค่าเงินได้ เนื่องจากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็น ‘ตลาดเสรี’ ซึ่งแบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ไม่ได้อยู่ในตลาด กล่าวคือ โดยปกติแล้วการแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์และบาทต้องไปแลกกับแบงก์พาณิชย์
โดยแบงก์ชาติจะเข้าตลาดก็ต่อเมื่อต้องการแทรกแซง (Intervene) แต่ในยามปกติแบงก์ชาติจะไม่อยู่ในตลาดเลย ดังนั้น แบงก์ชาติเหมือนเป็นเพียง Bookkeeper เท่านั้น
วิทัยยังอธิบายต่อว่า ตลาดแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์และบาท สามารถแบ่งได้เป็น 2 ตลาด คือตลาดต่างประเทศ (Offshore) กับ ตลาดในประเทศ (Onshore) โดยปัจจุบัน ตลาดที่ใหญ่กว่าคือ Offshore คิดเป็น 60% ของธุรกรรม ส่วน Onshore คิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของธุรกรรม ดังนั้น แบงก์ชาติจะเห็นข้อมูลตลาดแค่ 40% เท่านั้น เนื่องจากอีก 60% ไม่ได้รายงานต่อแบงก์ชาติ
เปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินไปสู่ Exchange Rate Targeting ‘เป็นเรื่องใหญ่’
วิทัยยังตอบกรณีที่มีผู้เสนอให้ธปท. เปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) ไปสู่กรอบเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) โดยระบุว่า “ผมคิดว่า เราควรต้องมีการคิดให้รอบคอบมากๆ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ และต้องค่อยๆ คิดวิเคราะห์ไป เนื่องจากทั้ง 2 เป้าหมาย ก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป”
“ต้องมีการประเมินว่า Inflation Targeting ปัจจุบัน มันด้อยมากจนต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบใหม่หรือไม่ ขณะที่ Exchange Rate Targeting ก็มีข้อด้อยอื่นแน่นอน ดังนั้น ต้องคิดต่อว่า ข้อด้อยนี้ส่งผลกระทบมากกว่า Inflation Target หรือไม่” วิทัยกล่าว
ทั้งนี้ เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) เป็นเป้าหมายในการส่งผ่านนโยบายการเงิน ผ่านการกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนมีด้วยกัน 2 แบบ คือ (1.) กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed Exchange Rate) เช่น ฮ่องกง และประเทศในกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน และ (2.) อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแต่ใช้นโยบายการเงินดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (Managed Float Exchange Rate) เช่น สิงคโปร์ เป็นต้น
ผู้ว่าฯ ธปท.ยังอธิบายต่อว่า ไทยต่างจากฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ค้าขาย (Trading Countries) มากๆ นอกจากนี้ ยังต้องดูเรื่องความสามารถและทรัพยากรที่ไทยมีด้วย
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัยเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร เสนอให้ธปท. หันมาใช้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนแทนอัตราเงินเฟ้อเพื่อ แก้ปัญหาบาทแข็ง


