×

KKPS ประเมิน Virtual Bank 3 ราย กินแชร์ 1% ของระบบ คาดสินเชื่อรวม 2 แสนล้านบาทใน 5-6 ปี

07.07.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน Virtual Bank โดย KKPS

ท่ามกลางกระแสความสนใจต่อ CLICX ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) รายแรกของไทยที่เพิ่งเปิดบริการเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 พร้อมแคมเปญเงินฝากดอกเบี้ยสูงและฟีเจอร์เลือกเลขบัญชีมงคล บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ประเมินว่าการมาของธนาคารไร้สาขาทั้ง 3 รายจะยังไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนภาพอุตสาหกรรมธนาคารไทย แต่เป็นเพียงการขยายขอบเขตการให้บริการของระบบเดิม

 

 
 

สรัชดา ศรทรง นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มธนาคาร บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ประเมินว่า ในกรอบเวลา 5-6 ปีแรก ผู้เล่น Virtual Bank ทั้ง 3 รายรวมกันน่าจะปล่อยสินเชื่อได้ราว 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของสินเชื่อในระบบธนาคารไทยที่มีขนาดราว 22.5 ล้านล้านบาท (รวมธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ)

 

“การเข้ามาของธนาคารไร้สาขาไม่ใช่การมา disrupt แต่เป็นการขยายขอบเขตการให้บริการของภาพเดิม” สรัชดากล่าว พร้อมย้ำว่าตัวเลข 200,000 ล้านบาทเป็นการประเมิน Potential Market ที่อาจเป็นไปได้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้

 

KKPS มองว่าสมรภูมิจริงของ Virtual Bank ไทยจะไม่ใช่สินเชื่อบ้านหรือบัตรเครดิต ซึ่งเป็นตลาดที่ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกันดุเดือดอยู่แล้ว แต่จะเป็นสินเชื่อรายย่อยไม่มีหลักประกันในกลุ่มนาโนไฟแนนซ์ ที่มีเพดานวงเงิน 100,000 บาทต่อราย และคิดดอกเบี้ยได้สูงถึง 25-33% ตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า

 

โมเดลอ้างอิงคือผู้เล่นดิจิทัลที่ทำอยู่แล้วอย่าง Monix และ FINNIX (บริษัทลูกในกลุ่ม SCBX) ซึ่งเน้นสินเชื่อวงเงินไม่สูงแต่เก็บดอกเบี้ยได้ค่อนข้างสูง เป้าหมายคือกลุ่มที่เข้าไม่ถึงธนาคาร ทั้งฟรีแลนซ์และผู้มีรายได้รายวันที่มีรายได้จริงแต่ไม่มีหลักฐานทางการเงินชัดเจน สอดคล้องกับที่ CLICX ระบุว่าจะใช้ฐานข้อมูลลูกค้าจากพันธมิตรรวมกันกว่า 50 ล้านราย มาประเมินศักยภาพการชำระหนี้ด้วยข้อมูลทางเลือก (alternative data) เช่น ประวัติการชำระค่าน้ำค่าไฟ แทนสลิปเงินเดือนหรือ bank statement แบบเดิม

 

สรัชดาย้ำว่า หัวใจความสำเร็จของ Virtual Bank ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีดีหรือหาลูกค้าได้มาก แต่อยู่ที่ การบริหารความเสี่ยงและการเก็บหนี้ ท่ามกลางโจทย์หนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่ในระดับสูงทั้งในระบบและนอกระบบ

 

ต้นทุนหาลูกค้าใหม่หัวละ 150 บาท

 

ในมุมการหาลูกค้า KKPS ประเมินว่าแคมเปญเปิดตัวของ CLICX ที่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุด 4% ต่อปีสำหรับเงินฝาก 20,000 บาทแรก (นาน 3 เดือน ก่อนลดเหลือ 0.50%) และจำกัดเพียง 100,000 สิทธิ ทำให้ต้นทุนการหาลูกค้า 100,000 คนแรกตกเพียงไม่เกิน 150 บาทต่อคน ถือว่าเตรียมตัวมาดีในการดึงฐานลูกค้าด้วยต้นทุนต่ำ

 

อย่างไรก็ตาม การที่แคมเปญถูกจำกัดจำนวนสิทธิไว้สะท้อนว่าผู้เล่นตระหนักดีว่า หากเปิดรับเงินฝากดอกเบี้ยสูงแบบไม่จำกัด จะกลายเป็นการโหลดต้นทุนทางการเงินใส่ตัวเองในช่วงที่ยังปล่อยสินเชื่อไม่ทัน จุดนี้ตรงกับบทเรียนในอาเซียนที่ฐานเงินฝากมักหดตัวเมื่อโปรโมชันดอกเบี้ยสิ้นสุดลง สะท้อนว่าเป็นเงินฝากที่เช่ามามากกว่าจะยึดเป็นฐานทุนระยะยาวได้จริง

 

ปีแรกยังขาดทุน แต่ไม่กระทบบริษัทแม่

 

ในเชิงผลประกอบการ KKPS อ้างอิงค่าเฉลี่ยของ Virtual Bank ต่างประเทศ พบว่าปีแรกมักมี ROE ติดลบราว -19% และระยะเวลาคืนทุนกว้างมากตั้งแต่ 1-9 ปี ขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจ โดยรายที่คืนทุนเร็วมักเป็นรายที่ต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิม เช่น KakaoBank ของเกาหลีที่แปลงผู้ใช้โซเชียลแอปเดิมมาเป็นลูกค้าธนาคาร โดยไม่ต้องหาลูกค้าใหม่

 

สำหรับผลกระทบต่อบริษัทแม่ของผู้ถือหุ้นหลักอย่าง KTB และ SCB สรัชดาระบุว่า แทบไม่มีนัยสำคัญ เพราะผลขาดทุนในช่วงเริ่มต้นคิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 1% ของกำไรบริษัทแม่ที่อยู่ในระดับ 40,000-50,000 ล้านบาท ทำให้ KKPS ไม่ได้รวมมูลค่าธุรกิจ Virtual Bank เข้าไปในการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มธนาคาร และมองว่านักลงทุนสถาบันเองก็ยังไม่ได้ให้น้ำหนักว่าเป็นปัจจัยใหม่ที่จะดันราคาหุ้น

 

KKPS มองว่าไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสูง ทั้งการเข้าถึงบริการธนาคารผ่านแอปที่แพร่หลายติดอันดับต้นๆ ของโลก ผู้ใช้พร้อมเพย์เกิน 90 ล้านราย รวมถึงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดให้ทำ KYC ออนไลน์และใช้ข้อมูลทางเลือกประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้ ทำให้โครงสร้างตลาดไทยใกล้เคียงกับเกาหลีใต้และสิงคโปร์ ที่ระบบธนาคารดั้งเดิมค่อนข้างแข็งแรง เพียงแต่เศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้เติบโตสูงเท่าเกาหลีใต้

 

โดย ธปท. จะกำกับผู้เล่นทั้ง 3 รายในลักษณะ sandbox ในช่วง 3-5 ปีแรก พร้อมกำหนดให้ต้องมีแผนรองรับกรณีไปต่อไม่ได้ (exit plan) เพื่อคุ้มครองผู้ฝากเงิน และต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 5,000 ล้านบาทเป็น 10,000 ล้านบาทเมื่อพ้นช่วงทดลอง

 

ทั้งนี้ ปัจจัยบวกสำคัญคือประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารเดิม ขณะที่ผู้ให้บริการก็ได้ตลาดใหม่เพื่อหาช่องทางเติบโต ส่วนความเสี่ยงหลักคือ สภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางและหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้การบริหารจัดการหนี้เสียอย่างมีระบบกลายเป็นโจทย์ชี้ขาดความอยู่รอด

 
  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories