×

บัตรสวัสดิการฯ รอบใหม่ ผ่อนเกณฑ์รับคนตกหล่น จับตางบ 4.2 หมื่นล้านเพียงพอแค่ไหน

08.07.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อมูลการปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและงบประมาณ

การทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 กำลังมีความหมายมากกว่าการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ถือบัตรรายเดิม เพราะกระทรวงการคลังเริ่มปรับเงื่อนไขบางส่วน เพื่อไม่ให้ตัวชี้วัดทางภาษีและภาระหนี้กลายเป็นเหตุให้กลุ่มเปราะบางหลุดจากระบบสวัสดิการ

 

 
 

ในการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 8/2569 กระทรวงการคลังเสนอปรับเกณฑ์คัดกรอง 2 จุดสำคัญ ได้แก่ ไม่นำกรณีที่บุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้เป็นเงื่อนไขตัดสิทธิ และไม่นับรวมสินเชื่อภาคการเกษตรในการพิจารณาเพดานวงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 100,000 บาท

 

การปรับเกณฑ์เกิดขึ้นพร้อมกับการนำกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 5.38 ล้านคน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยสำรวจพบระหว่างการลงพื้นที่ในเดือนมิถุนายน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป

 

คำถามของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ จึงไม่ได้อยู่เพียงว่าใครจะผ่านหรือไม่ผ่านเกณฑ์ แต่รวมถึงจำนวนผู้มีสิทธิใหม่จะเพิ่มขึ้นหรือไม่ และงบประมาณปี 2570 ที่ตั้งไว้ 42,000 ล้านบาท จะรองรับผู้ได้รับสิทธิจริงได้มากน้อยเพียงใด

 

ตัด 2 เงื่อนไข เพื่อให้เกณฑ์สะท้อนความเปราะบางมากขึ้น

 

กระทรวงการคลัง ตัด 2 เงื่อนไขที่อาจสร้างความไม่เป็นธรรม ดังนี้

 

  • ไม่นำการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา มาใช้พิจารณาตัดสิทธิบิดามารดาของผู้มีเงินได้
  • ไม่นับสินเชื่อภาคการเกษตรรวมอยู่ในเพดานสินเชื่อ 100,000 บาท

 

เนื่องจากในทางปฏิบัติ การที่บุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษี อาจถูกมองว่าผู้สูงอายุมีผู้ดูแลทางการเงินอยู่แล้ว แต่การใช้สิทธิภาษีไม่ได้สะท้อนโดยตรงว่า ผู้สูงอายุได้รับการอุปการะอย่างเพียงพอ หรือผู้ใช้สิทธิมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงเพียงพอจะดูแลครัวเรือนได้ตลอดเวลา

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังนำข้อเสนอของธนาคารแห่งประเทศไทยมาทบทวน เนื่องจากหนี้เกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป ทั้งการใช้เป็นทุนเพาะปลูกที่ผูกกับฤดูกาล รายได้ที่ขึ้นกับผลผลิตและราคา รวมถึงสินเชื่อบางส่วนที่เกิดจากการเยียวยาหรือบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ

 

หากนำหนี้เกษตรไปรวมกับเพดานสินเชื่อทั้งหมด เกษตรกรที่ยังมีฐานะเปราะบางอาจหลุดจากสวัสดิการแห่งรัฐเพียงเพราะมีภาระสินเชื่อที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ

 

การปรับเกณฑ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่การยกเลิกมาตรฐานคัดกรอง แต่เป็นการทบทวนตัวชี้วัดบางประเภทที่อาจไม่สะท้อนฐานะหรือความเปราะบางของผู้สมัครได้อย่างแท้จริง

 

ผู้สมัคร 13.18 ล้านคน กับกลุ่มตกหล่นอีกกว่า 5.38 ล้านคน

 

ก่อนหน้านี้ มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 กว่า 13.18 ล้านคน ขณะที่กระทรวงมหาดไทยสำรวจพบกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 5,383,393 คน

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 5.38 ล้านคน ยังไม่ใช่จำนวนผู้มีสิทธิใหม่ทั้งหมด เพราะคณะกรรมการเห็นชอบเพียงให้นำคนกลุ่มนี้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนเดียวกับผู้สมัครรายอื่น

 

แต่เมื่อรัฐเพิ่มฐานกลุ่มที่ต้องตรวจสอบควบคู่กับการปรับเกณฑ์ 2 จุด จำนวนผู้ผ่านสิทธิในรอบใหม่ย่อมมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากกรอบที่รัฐประเมินไว้เดิม โดยเฉพาะหากผู้สมัครและกลุ่มตกหล่นจำนวนหนึ่งเคยติดเงื่อนไขด้านภาระหนี้เกษตรหรือข้อมูลการลดหย่อนภาษี

 

คลังไม่กังวลหากผู้มีสิทธิเพิ่ม พร้อมใช้งบกลางสมทบวงเงิน

 

งบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีงบประมาณ 2570 ถูกตั้งไว้ที่ 42,000 ล้านบาท ลดลงจาก 56,400 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 หรือหายไป 14,400 ล้านบาท

 

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ตัวเลขงบประมาณดังกล่าวเป็นเพียงกรอบตั้งต้น เพราะรัฐบาลยังไม่ทราบจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์ที่แท้จริง และหากงบไม่เพียงพอสามารถเสนอขอใช้งบกลางเพิ่มเติมได้ตามแนวทางที่เคยดำเนินการในปีก่อน

 

ขณะที่ วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า การทบทวนสิทธิรอบใหม่มีเป้าหมายดึงคนตกหล่นเข้าสู่ระบบ ไม่ได้ตั้งต้นจากการจำกัดจำนวนผู้ได้รับสิทธิให้สอดคล้องกับกรอบงบประมาณ

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐกำลังเลือกคัดกรองผู้มีสิทธิตามระดับความเดือดร้อนก่อน แล้วจึงจัดหาแหล่งงบประมาณตามจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์จริง แตกต่างจากการกำหนดจำนวนผู้รับสิทธิจากวงเงินงบประมาณที่มีอยู่ตั้งแต่ต้น

 

อย่างไรก็ดี เมื่อจำนวนผู้มีสิทธิยังไม่ชัดเจน ภาระงบประมาณจริงจึงยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามหลังประกาศผลการลงทะเบียนในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

 

สวัสดิการต่อหัวเป็นอย่างไร รัฐต้องใช้งบเท่าไร

 

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบเดิมมีจำนวน 13.33 ล้านคน โดยสิทธิประโยชน์หลักยังคงเป็นมาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพ ทั้งค่าใช้จ่ายซื้อสินค้า ค่าเดินทาง ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา

 

ในส่วนที่เป็นสิทธิรายบุคคล ผู้มีสิทธิได้รับวงเงิน ดังนี้

 

  • วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตร 300 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 3,600 บาทต่อคนต่อปี
  • ได้รับส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนทุก 3 เดือน หรือ 320 บาทต่อคนต่อปี
  • ได้รับวงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน หรือสูงสุด 9,000 บาทต่อคนต่อปี

 

หากคิดเฉพาะสิทธิรายบุคคล 3 รายการ ผู้ถือบัตร 1 คนมีวงเงินสิทธิรวมสูงสุด 12,920 บาทต่อปี โดยยังไม่รวมสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา ซึ่งเป็นสิทธิระดับครัวเรือน fy’ouh

 

  • รัฐอุดหนุนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน หรือสูงสุด 3,780 บาทต่อปี
  • อุดหนุนค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน หรือสูงสุด 1,200 บาทต่อปี

 

หากนำผู้ถือบัตรรอบเดิม 13.33 ล้านคนมาคำนวณจากวงเงินสิทธิรายบุคคลเต็มเพดาน จะได้วงเงินสิทธิรวมตามทฤษฎีราว 172,184 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ภาระงบประมาณที่รัฐต้องจ่ายจริง เนื่องจากการใช้สิทธิของผู้ถือบัตรแตกต่างกันในแต่ละประเภทและแต่ละเดือน ขณะที่สิทธิค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาเป็นการอุดหนุนตามการใช้จริงของแต่ละครัวเรือน

 

เรื่องที่ต้องจับตา หลังผ่าน ครม.

 

หลังคณะรัฐมนตรีพิจารณารายละเอียดและกระทรวงการคลังประกาศผลการลงทะเบียนในวันที่ 17 กรกฎาคม สิ่งที่ต้องติดตามคือ

 

  • จำนวนผู้ผ่านเกณฑ์จริง
  • จำนวนผู้ถือบัตรเดิมที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในรอบใหม่
  • ภาระงบประมาณที่รัฐต้องจัดสรรเพิ่ม หากจำนวนผู้มีสิทธิสูงกว่ากรอบงบประมาณ 42,000 ล้านบาท

 

อีกประเด็นคือมาตรการชั่วคราวสำหรับผู้ถือบัตรเดิมที่ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเสนอให้กลุ่มดังกล่าวเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นเวลา 2 เดือน ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน 2569 เนื่องจากไม่มีสิทธิลงทะเบียนโครงการดังกล่าวในช่วงเปิดรับสมัคร

 

ผลการคัดกรองรอบนี้จึงจะเป็นตัวชี้ว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกำลังขยับจากการใช้เงื่อนไขเชิงทะเบียนเป็นหลัก ไปสู่การประเมินความเปราะบางของครัวเรือนที่ละเอียดขึ้นเพียงใด และรัฐจะสามารถจัดสรรงบประมาณให้ทันกับจำนวนผู้มีสิทธิที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories