วันนี้ (20 มกราคม) ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่าภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) โดยมีแนวโน้มปริมาณฝุ่นละอองเพิ่มสูงขึ้น
จากการตรวจวัดค่าเฉลี่ยทั่วกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 39.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ซึ่งเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 37.5 มคก./ลบ.ม. ส่งผลให้คุณภาพอากาศในหลายพื้นที่อยู่ในระดับที่ประชาชนควรเฝ้าระวัง
จากการตรวจสอบจุดตรวจวัดต่างๆ พบ 12 เขตที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงที่สุด ดังนี้:
1. เขตปทุมวัน: 62.1 มคก./ลบ.ม. (สูงสุด)
2. เขตจตุจักร: 54.4 มคก./ลบ.ม.
3. เขตคลองสามวา: 48.7 มคก./ลบ.ม.
4. เขตบางรัก: 48.2 มคก./ลบ.ม.
5. เขตลาดกระบัง: 46.5 มคก./ลบ.ม.
6. เขตวังทองหลาง: 46.4 มคก./ลบ.ม.
7. เขตหลักสี่: 45.7 มคก./ลบ.ม.
8. เขตบางคอแหลม: 44.2 มคก./ลบ.ม.
9. เขตมีนบุรี: 43.6 มคก./ลบ.ม.
10. เขตราชเทวี: 43.3 มคก./ลบ.ม.
11. เขตสายไหม: 42.5 มคก./ลบ.ม.
12. เขตบางซื่อ: 42.3 มคก./ลบ.ม.
สถานการณ์ฝุ่นละอองเมื่อแบ่งตามกลุ่มเขต พบว่าพื้นที่ฝั่งพระนครส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์สีส้ม (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) ในขณะที่ฝั่งธนบุรีสถานการณ์ดีกว่าเล็กน้อย ดังนี้:
- กลุ่มกรุงเทพเหนือ, กรุงเทพตะวันออก, กรุงเทพกลาง และกรุงเทพใต้: ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกรุงเทพใต้ที่มีค่าสูงสุดถึง 62.1 มคก./ลบ.ม.
- กลุ่มกรุงธนเหนือ และกรุงธนใต้: ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ ปานกลาง
เนื่องจากคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีส้ม ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศฯ จึงมีข้อแนะนำสำหรับประชาชน ดังนี้:
- ประชาชนทั่วไป: ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM 2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร และควรจำกัดระยะเวลาการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้งที่ต้องใช้แรงมาก พร้อมทั้งสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองตา
- กลุ่มเสี่ยง: ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยสวมหน้ากากป้องกันทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้ง หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ทันที


