ลองนึกภาพเช้าวันทำงานของเรา กิจวัตรประจำวันที่เริ่มตั้งแต่เสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้น ร่างกายลุกจากเตียง มือคว้าโทรศัพท์เพื่อตรวจอีเมล ข่าวสาร และตารางประชุมของวันใหม่ ทุกอย่างดำเนินไปตามระบบที่เหมือนกันทุกวันไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นมาแล้วนับพันครั้งตลอดสิบกว่าปีของชีวิตการทำงานที่ผ่านมา หากมองจากภายนอก นี่อาจคือกิจวัตรที่แสดงว่าเป็นชีวิตที่ ‘ไปได้ดี’ มีรายได้มั่นคง มีตำแหน่งหน้าที่ชัดเจน โดยเราต้องเริ่มจริงจังกับการดูแลสุขภาพ และวางแผนการเงินระยะยาวอย่างเป็นขั้นตอนเพื่ออนาคต
แต่ในบางเวลา เช่นระหว่างรถติด หรือช่วงก่อนนอน คุณเคยมีคำถามผุดขึ้นมาหรือไม่ว่า หากชีวิตจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก 20 หรือ 30 ปี นี่คือชีวิตที่คุณต้องการจริงหรือไม่
คำถามนี้ไม่ได้หมายถึงความไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่หากแต่เป็นสัญญาณของคนที่เริ่มตระหนักว่า ‘อนาคต’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และชีวิตที่กำลังสร้างในวันนี้จะกลายเป็นต้นแบบของชีวิตในวันข้างหน้า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จในเชิงอาชีพที่เริ่มตั้งคำถามลักษณะเดียวกัน กับ ‘สภาพของชีวิต’ ที่ตนเองกำลังมุ่งไปสู่ในระยะยาว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง Longevity ได้รับความสนใจอย่างมาก มีข้อมูลความรู้ บทความต่างๆ ทั้งในแวดวงการแพทย์ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการวางแผนการเงินระยะยาว ทุกแนวทางล้วนมุ่งไปสู่การยืดอายุขัยของมนุษย์ให้ยืนยาวขึ้น การมีอายุที่ยืนยาวขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางชีววิทยาเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยน ‘โครงสร้างชีวิต’ ทั้งระบบ ที่ต้องมใระยะเวลาการทำงานยาวขึ้น มีช่วงหลังเกษียณยาวขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้น และมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความผันผวนสะสมยาวนานขึ้นตามไปด้วย
ท่ามกลางการพูดถึงตัวเลขอายุขัย จึงมีคำถามที่ถูกกล่าวถึงว่า เรากำลังออกแบบให้ชีวิต ‘ยาวขึ้น’ หรือเรากำลังออกแบบให้ชีวิต ‘ดีขึ้น’ อายุขัยเป็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณ แต่คุณภาพชีวิตคือสภาพจริงของการดำรงอยู่ในแต่ละวัน เราเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มีทรัพยากรทางการเงินเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตระยะยาว แต่กลับต้องอยู่กับข้อจำกัดทางสุขภาพ ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และการสูญเสียอิสระในการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน ก็มีผู้คนอีกกลุ่มที่อาจไม่ได้มีความมั่งคั่งโดดเด่น แต่สามารถรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตด้วยตนเอง มีบทบาทต่อคนรอบข้าง และคงศักดิ์ศรีของตนไว้ได้จนถึงวัยสูงอายุ ความแตกต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนปี หากแต่อยู่ที่โครงสร้างของชีวิตและคุณภาพของชีวิตที่รองรับปีเหล่านั้น
ด้วยเหตุนี้ คุณภาพชีวิตที่ดี จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการมีอายุยืนยาว (Longevity) ที่มีความสุขและมีความหมาย หากเปรียบ Longevity เป็นระยะเวลาของสัญญา คุณภาพชีวิตก็คือเงื่อนไขภายในสัญญานั้น การมีสัญญาที่ยาวไม่ได้ทำให้สัญญานั้นมีคุณค่า หากเนื้อหาภายในเต็มไปด้วยข้อจำกัด ภาระ และการพึ่งพาผู้อื่น
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะมีทรัพยากรเพียงพอไปจนถึงอายุเท่าใด แต่คือเราจะใช้ชีวิตอย่างไรในแต่ละช่วงของระยะเวลานั้น
สำหรับคนเมืองวัยทำงาน คุณภาพชีวิตในระยะยาวแทบไม่เคยถูกกำหนดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยลำพัง หากแต่เป็นผลรวมของโครงสร้างหลายด้านที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่สุขภาพที่ยังเอื้อให้ทำงานหรือเดินทางและดูแลตนเองได้ การเงินที่มั่นคงพอให้ไม่สร้างความกังวลในการใช้ชีวิต เวลาที่เหลือพอสำหรับครอบครัวและการฟื้นฟูร่างกายรวมถึงการสร้างประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด ไปจนถึงอิสระในการตัดสินใจเกี่ยวกับรูปแบบชีวิตของตนเองเมื่ออายุมากขึ้น
องค์ประกอบเหล่านี้ทำหน้าที่ไม่ต่างจากฐานรากของชีวิต หากฐานรากด้านใดด้านหนึ่งอ่อนแรง ต่อให้มีสินทรัพย์มากเพียงใด คุณภาพชีวิตก็เปราะบางกว่าที่ตัวเลขในงบดุลสะท้อนออกมา
และการมีโครงสร้างทางการเงินที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่สุด ที่ทำให้เส้นทางชีวิตในวันข้างหน้าไม่เพียง ‘ยาวขึ้น’ แต่ยัง ‘ดีพอที่จะอยากเดินต่อไป’
ในขณะเดียวกัน บทบาทในอนาคตของบริษัทประกันชีวิตไม่ควรอยู่เพียงการเป็นผู้จำหน่ายกรมธรรม์หากแต่จำเป็นต้องพัฒนาตนเองไปสู่การเป็น ผู้ให้การสนับสนุนชีวิตระยะยาวของลูกค้าและครอบครัว ทำหน้าที่ร่วมคิด วางแผน และเตรียมความพร้อมให้ผู้เอาประกันสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ช่วงวัยทำงานไปจนถึงวัยสูงอายุ
บทบาทดังกล่าวหมายถึงความสามารถในการเข้าใจบริบทชีวิตของลูกค้า ช่วยตั้งคำถามล่วงหน้าในประเด็นที่ผู้คนมักเลี่ยงจะคิดถึง ช่วยแปลความเสี่ยงให้เป็นสิ่งที่ประเมินและจัดการได้ และเชื่อมโยงการเงิน สุขภาพ และครอบครัวเข้าด้วยกันเป็นภาพเดียว ไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ แต่ช่วยทำให้เส้นทางชีวิตระยะยาวมีความชัดเจนและวางแผนได้จริง
เพราะในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การมีระบบสนับสนุนที่ทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ร่วมออกแบบความพร้อม’ อาจสำคัญไม่แพ้การมีเงินออม และอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Longevity ไม่ได้เป็นเพียงการมีชีวิตที่ยาวขึ้น แต่เป็นการมีชีวิตที่ยังคงคุณภาพและความหมายไปพร้อมกัน
ภาพ: Martin Barraud/Getty Images


